คณะทำงาน พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party.
1. ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party.
2. ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party.
3. กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
4. ชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
5. พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
6. รณวิต หล่อเลิศสุนทร รองหัวหน้าพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
7. พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
8. ไกลก้อง ไวทยการ นายทะเบียนสมาชิกพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
9. นิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เหรัญญิก
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
10. สุนทร บุญยอด กรรมการสัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
11. เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กรรมการสัดส่วนภูมิภาค ภาคเหนือ
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
12. สุรชัย ศรีสารคาม กรรมการสัดส่วนภูมิภาค ภาคกลาง
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
14. ชัน ภักดีศรี กรรมการสัดส่วนภูมิภาค ภาคอีสาน
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
15. จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ กรรมการสัดส่วนเลือกตั้งโดยตรงจากที่ประชุมใหญ่
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
16. นิรามาน สุไลมาน กรรมการสัดส่วนเลือกตั้งโดยตรงจากที่ประชุมใหญ่
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
--------------------------------------------------------------------------------------------------
1. ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party.
“ประเทศไทยสำคัญกว่าไทยซัมมิท!”
นี่คือคำตอบที่ทำให้ทุกคนในที่ประชุมใหญ่ของครอบครัว จึงรุ่งเรืองกิจ ในวันที่ธนาธรตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งบริหารกลุ่มบริษัทประกอบธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์และอิเลคทรอนิกส์ระดับโลกของครอบครัว เข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งถึงความตั้งใจจริงที่จะทำงานการเมืองอย่างมุ่งมั่นเต็มกำลังของเขา และคงไม่ต้องมีใครพยายามที่จะเปลี่ยนความตั้งใจนั้นอีกแล้ว
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะรู้จักธนาธรในฐานะนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ แต่ถ้ามองย้อนกลับไป การนำพาสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเป็นความฝันของเขามาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ เรื่อยมาจนกระทั่งเมื่อเขาไปเรียนต่อต่างประเทศ ตอนที่เขากำลังจะเก็บกระเป๋าเดินทางจากอังกฤษไปแอลจีเรียเพื่อรับงานพัฒนาเยาวชนให้กับองค์กรที่ขึ้นอยู่กับสหประชาชาตินั้น เป็นเวลาเดียวกับที่เขาได้รับโทรศัพท์จากแม่ ว่าพ่อของเขากำลังจะผ่าตัด และหลังจากนั้นไม่นานก็เสียชีวิต ทำให้ความฝันที่จะทำงานเพื่อสังคมของธนาธรต้องหยุดลง และหันมาเป็นในสิ่งที่เขาไม่เคยคิดอยากจะเป็นมาก่อน นั่นคือนักธุรกิจ
แต่แล้วเขาได้ตัดสินใจวางมืออย่างสิ้นเชิงจากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของครอบครัว - ไทยซัมมิท ซึ่งเขาอยู่ในตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหารมาตั้งแต่ที่พ่อของเขาเสียชีวิตในปี 2545 เพื่อก้าวเข้าสู่เวทีการเมือง โดยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 และต่อมาได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ผู้จดจัดตั้งพรรค ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมปีเดียวกัน
ชีวิตวัยเด็กและครอบครัว
เอก เป็นชื่อที่คนในครอบครัวและเพื่อนๆ ใช้เรียกธนาธร เขาเกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 5 คน มารดาชื่อ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานและ CEO ของกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทคนปัจจุบัน โดยรับสืบทอดตำแหน่งนี้จากสามี พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ บิดาของธนาธร และเป็นผู้ก่อตั้งไทยซัมมิท บริษัทประกอบธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์และอิเลคทรอนิกส์มาตั้งแต่ปี 2520 ก่อนธนาธรเกิดเพียง 1 ปี ครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จอีกมากมาย
พฤษภาคม 2561 บนเวทีประชุมใหญ่ผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารยิมเนเซียม 5 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ธนาธรเล่าถึงความเป็นมาของครอบครัวตัวเองในอดีต ความมานะของคนรุ่นพ่อแม่ที่สร้างทุกสิ่งจากศูนย์
และแม้เขาจะเกิดมาในเวลาที่ครอบครัวมีความพร้อมมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ตาม แต่ก็ยังได้รับการหล่อหลอมเลี้ยงดูให้เชื่อในคุณค่าของการทำงาน ช่วงสมัยที่เป็นวัยรุ่น เขาเคยต้องไปรับหน้าที่พนักงานล้างจานเต็มเวลาในร้านอาหารของครอบครัวที่สหรัฐอเมริกา แต่ถ้าจะย้อนไปถึงครั้งแรกที่ธนาธรทำงานโดยได้รับค่าจ้างตอบแทน คือช่วงที่เขาปิดเทอมชั้นประถมปีที่ 3 เมื่อพ่อแม่ส่งไปนั่งนับชิ้นส่วนเหล็กในโรงงาน ในขณะที่พี่สาวคนโตก็ต้องฝึกฝนงานส่วนออฟฟิศในโรงงานเดียวกัน ครั้งนั้นเขาได้ค่าแรงวันละ 30 บาท
ไม่มีใครรู้เลย ว่าเด็กชายค่าแรงหลักสิบคนนั้น จะเติบโตและกลับมาทำงานทำเงินให้กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท จนรายได้พุ่งขึ้นถึงราวแปดหมื่นล้านบาทในอีกเกือบ 20 ปีถัดมา
การศึกษา
ธนาธรจบการศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบปริญญาตรีภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตรนี้กำหนดว่าต้องเรียนที่ประเทศไทย 2 ปี และต้องไปต่อที่มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม (University of Nottingham) ประเทศอังกฤษอีก 2 ปี
จบปริญญาตรีแล้ว เขาเรียนต่อ ป.โท อีก 3 สาขา
- สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- สาขาการเงินโลกที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (Global Finance จาก Stern School of Business, New York University)
- สาขากฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแซงต์ กาลเลิน สวิตเซอร์แลนด์ (International Business Law, University of St. Gallen)
การเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง
อาจพูดได้ว่า ‘ค่ายสร้าง’ มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์ ที่ที่ธนาธรเริ่มต้นชีวิตนักศึกษา มีส่วนสำคัญมากกับการช่วยให้ความคิดและอุดมการณ์ในตัวเขาเติบโตขึ้น
ขณะเป็นนักศึกษา เขาได้รับเลือกให้เป็นอุปนายกศูนย์รังสิต องต์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ในปี 2542 หน้าที่นี้เปรียบได้กับการเปิดโลกของเขาเข้าสู่พื้นที่ทางการเมือง แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรมากนักนอกจากกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย ปีถ้ดมาเขาไปเป็นรองเลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ที่นั่นกลายเป็นสนามภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง ช่วงต้นทศวรรษ 2540 ธนาธรได้เข้าร่วมต่อสู้ในกรณีปกป้องสิทธิมนุษยชน เรียกร้องความเป็นธรรม และยืนหยัดเพื่อความถูกต้องกับผู้คนหลากหลายกลุ่ม หลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมัชชาคนจน กรรมกรไทยเกรียง ไปจนถึงกรณีการประท้วงเรื่องสิ่งแวดล้อมของโครงการท่อก๊าซ ไทย-มาเลย์ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งกับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นอาแท้ๆ ของเขาเองที่อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรในเวลานั้น
ขณะเป็นนักศึกษา เขาได้รับเลือกให้เป็นอุปนายกศูนย์รังสิต องต์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ในปี 2542 หน้าที่นี้เปรียบได้กับการเปิดโลกของเขาเข้าสู่พื้นที่ทางการเมือง แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรมากนักนอกจากกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย ปีถ้ดมาเขาไปเป็นรองเลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ที่นั่นกลายเป็นสนามภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง ช่วงต้นทศวรรษ 2540 ธนาธรได้เข้าร่วมต่อสู้ในกรณีปกป้องสิทธิมนุษยชน เรียกร้องความเป็นธรรม และยืนหยัดเพื่อความถูกต้องกับผู้คนหลากหลายกลุ่ม หลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมัชชาคนจน กรรมกรไทยเกรียง ไปจนถึงกรณีการประท้วงเรื่องสิ่งแวดล้อมของโครงการท่อก๊าซ ไทย-มาเลย์ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งกับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นอาแท้ๆ ของเขาเองที่อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรในเวลานั้น
การทำงาน
จากที่ไม่เคยคิดและไม่เคยสนใจจะเป็นนักธุรกิจมาก่อนเลยในชีวิต เขากลับต้องเข้ารับตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิททันทีด้วยอายุเพียง 23 ปีในขณะนั้น
ภายใต้การบริหารของธนาธร รายได้ของไทยซัมมิทเติบโตขึ้นจากราว 16,000 ล้านบาทในปี 2544 เป็น 80,000 ล้านบาทในปี 2560 เขาปรับธุรกิจของครอบครัวให้กลายเป็นกลุ่มบริษัทระดับโลกที่มีโรงงานผลิตใน 7 ประเทศ รวมจำนวนพนักงานมากถึงราว 16,000 คน
ความตกลงทางธุรกิจครั้งสำคัญๆ ก็อย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้นในปี 2548 เมื่อธนาธรได้รับคำสั่งผลิตตัวถังรถยนต์สำหรับเทสลา (Tesla) บริษัทสัญชาติอเมริกันผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า เป็นจำนวนถึง 500,000 คัน/ปี ความตกลงนี้ได้สร้างสถิติใหม่ให้กับยอดขายต่อรายของไทยซัมมิท ซึ่งพุ่งขึ้นไปถึง 7,900 ล้านบาท คิดเป็นผลกำไรอย่างเดียว 5,980 ล้านบาท และด้วยข้อตกลงซื้อขายนี้เอง ที่ได้ทำให้กลุ่มบริษัทไทยซัมมิทขยายฐานการผลิตกว้างไกลออกไปอีก ด้วยการเปิดโรงงานในสหรัฐอเมริกา และพอถึงปี 2552 ไทยซัมมิทโดยการนำของธนาธรก็ได้ตัดสินใจซื้อ โอกิฮาระ (Ogihara) บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นผู้ผลิตแบบพิมพ์ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกำลังประสบภาวะวิกฤตทางการเงินอย่างหนักในขณะนั้น แต่ด้วยการเข้าไปบริหารจัดการเต็มรูปแบบของไทยซัมมิท โอกิฮาระก็ผ่านพ้นวิกฤต และกลับมามีผลประกอบการที่มั่นคง เลี้ยงตัวเองได้และมีกำไรในที่สุด
นอกจากธุรกิจที่ดำเนินไปด้วยดี ธนาธรยังได้รับตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยติดต่อกัน 2 วาระ ตั้งแต่ปี 2551 - 2555 และเขายังเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ระหว่างปี 2550 - 2553
ธนาธรยังมีรายชื่ออยู่ในบอร์ดพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรม ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติอีกด้วย ในเดือนพฤษภาคม 2561 หลังจากอยู่ในตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไทยซัมมิทมาเป็นเวลา 16 ปีเต็ม ธนาธรประกาศลาออกอย่างเป็นทางการ
นักการเมือง
วันที่ 15 มีนาคม 2561 ธนาธร และ ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ พร้อมกับผู้ร่วมจดจัดตั้งอีก 24 คน ได้ยื่นขอจดทะเบียนพรรคการเมือง ภายใต้ชื่อพรรคอนาคตใหม่ (ภาษาอังกฤษ: Future Forward Party) ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และต่อมาธนาธรก็ได้รับเลือกด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์จากที่ประชุมใหญ่ผู้จดจัดตั้งพรรค เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
เขาประกาศเจตนารมณ์ของพรรคที่จะนำประเทศไทยออกจากความขัดแย้ง ยุติระบอบรัฐประหาร กลับคืนสู่ระบอบรัฐสภา สร้างประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้มั่นคงในสังคมไทย จัดการกระจายอำนาจออกจากรัฐราชการรวมศูนย์สู่ท้องถิ่นในทุกมิติ รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่โดยประชาชนต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และทำให้การเมืองเป็นไปในรูปแบบที่สร้างสรรค์
เช่นเดียวกับเมื่อครั้งยังมีตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหารของกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ซึ่งธนาธรยืนยันเสมอว่า เขาทำธุกิจโดยไม่พึ่งพาระบบอุปถัมภ์ เมื่อมาทำพรรคการเมือง เขาประกาศยึดมั่นหลักการเดิม พรรคต้องเป็นอิสระและโปร่งใส ไม่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง การใช้จ่ายทั้งหมดของพรรค จะมาจากเงินที่ได้รับจากการรับสมัครสมาชิก และการระดมทุนในรูปแบบต่างๆ ที่กฎหมายอนุญาตให้กระทำได้ และจะแจ้งรายรับรายจ่ายอย่างโปร่งใส ให้ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ของพรรค นอกจากนี้อนาคตใหม่ยังประกาศจุดยืนของการมีประชาธิปไตยตั้งแต่ในพรรคในทุกกระบวนการการทำงานอีกด้วย
ธนาธรให้สัมภาษณ์สื่อว่า เขาตั้งใจจะทำงานการเมืองเต็มตัวจากนี้ไป และแม้พรรคอนาคตใหม่จะไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2562 เขาก็จะไม่หวนกลับไปเป็นนักธุรกิจอีก
เขาพูดในเวที World Economic Forum ที่ฮานอย เวียดนาม เมื่อกันยายน 2561 ว่า “ก่อนหน้านี้ไทยเคยเป็นประทีปแห่งความหวังของอาเซียน เป็นต้นแบบประชาธิปไตยของเพื่อนบ้าน ผมในฐานะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะทุ่มเททั้งชีวิต นำประเทศไทยกลับสู่หนทางประชาธิปไตยอีกครั้งให้ได้”
ชีวิตส่วนตัว
ธนาธรแต่งงานกับ รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ มีบุตรด้วยกัน 4 คน ชาย 3 คน หญิง 1 คน (คนสุดท้องเกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561 ) ทั้งคู่พบกันครั้งแรกในสายงานธุรกิจตั้งแต่ปี 2546
แม้จะไม่มีเวลาใกล้ชิดกับลูกๆ มากนักตั้งแต่ยังเป็นนักธุรกิจจนถึงเมื่อตัดสินใจลงสู่สนามการเมือง แต่ทุกครั้งที่มีโอกาส ธนาธรจะชอบให้ลูกๆ ได้ใกล้ชิดธรรมชาติรอบๆ ตัว เปิดโอกาสให้ ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองให้มากที่สุด เขาชอบชวนเด็กๆ เล่นดินโคลน เล่นทราย ปีนต้นไม้ ถือไฟฉายออกไปส่องกบตอนกลางคืน หรือแม้แต่ออกไปเล่นกลางสายฝน ความคิดของเขาคือ อยากให้เด็กๆ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ รู้จักและรักสิ่งแวดล้อม เกิดความสงสัยและตั้งคำถาม หาคำตอบ เขาจำกัดการซื้อของเล่นของลูก แต่จะไม่จำกัดเรื่องซื้อหนังสือ
ในหนังสือ ปักธงอนาคต - The Future is Ours สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2561 เขาพูดถึงอนาคตลูกๆ ของตัวเองว่า “สิ่งที่ผมอยากให้เขาเป็นคือมีเพื่อนทุกชนชั้นตั้งแต่คนรวย คนชนชั้นกลาง คนที่มีรายได้ต่ำปากกัดตีนถีบ ผมอยากให้เขามีเพื่อนทุกชาติพันธุ์ มีตั้งแต่เพื่อนผิวขาว ดำ แดง คนที่นับถือศาสนาต่างกัน อยากให้เขาเจอความหลากหลายในชีวิต”
ชีวิตแนวผจญภัย
ธนาธรมีอีกภาคของชีวิตเป็นนักกีฬาเอ็กซ์ตรีม ทั้งวิ่งมาราธอน จักรยานทางไกล ปีนผา ไตรกีฬา เคยแข่งรายการโหดๆ อย่างวิ่ง 250 กิโลเมตรในทะเลทรายซาฮาร่า เขาเคยทำแม้กระทั่งการใช้กูเกิลเสิร์ชหาการแข่งขันที่โหดที่สุดของโลก แล้วเข้าร่วมรายการ 6633 Arctic Ultra มาราธอน 560 กิโลเมตร ในปี 2558 เส้นชัยคือเส้นอาร์กติก เป็นการแข่งขันที่ผู้แข่งไม่มีตัวช่วยอะไรเลย ต้องแบกอุปกรณ์ยังชีพทุกอย่างไปกับตัวเองตลอดทางที่มีแต่ทุ่งหิมะในอุณหภูมิต่ำสุดที่ -70 องศาเซลเซียส ในปีนั้นเขาเป็น 1 ในเพียง 8 คนเท่านั้นที่สามารถจบการแข่งขันลงได้อย่างสมบูรณ์ และกลายเป็นคนเอเชียคนแรกที่พิชิตรายการนี้
ธนาธรบอกว่า “DNF (Do-not-finish) is not an option. - ไม่สำเร็จ ไม่ใช่ตัวเลือก” กลายเป็นสิ่งที่เขาคำนึงถึงเสมอหลังการแข่งขันคราวนั้น.
2. ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party.
เมื่อปิยบุตรกลับจากฝรั่งเศสหลังเรียนจบปริญญาเอกด้านกฎหมายในปีพ.ศ. 2553 เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่รัฐใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนในเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก สิ่งนี้กระทบใจเขาอย่างยิ่ง
ปิยบุตรให้ความสนใจประเด็นต่างๆ ทางสังคมมาโดยตลอดอยู่แล้ว แม้ในระหว่างที่เขาได้รับทุนจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้ไปเรียนปริญญาโทและเอกอยู่ที่นั่น เขาก็ไม่ได้ศึกษาเฉพาะวิชากฎหมายที่ตัวเองเรียนอยู่เท่านั้น แต่ยังใช้เวลาค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมือง ปรัชญา วัฒนธรรม รวมทั้งขบวนการทางสังคมที่เคลื่อนไหวผลักดันประเด็นต่างๆ ทั้งในฝรั่งเศสและประเทศยุโรปอื่นๆ ในขณะที่ยังคงติดตามการเมืองไทยและแสดงความคิดเห็นอยู่ไม่ได้ขาด
การที่ประเทศไทยกลับมาอยู่ในวังวนการรัฐประหารถึง 2 รอบในชั่วเวลาห่างกันไม่ถึง 10 ปี รวมทั้งการล้มรัฐบาลโดยวิธีผิดปกติอีก 1 ครั้ง นับจากปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดสิ่งที่เขาชี้ให้สังคมเห็นว่านี่คือ “ทศวรรษที่สูญหาย” ประเทศเสียเวลาและโอกาสของความเจริญก้าวหน้า เกิดความแตกร้าวของคนในชาติที่ ‘ถูกกำหนดสร้างขึ้น’ เป็นรอยร้าวลึกล้ำจนไม่อาจหันหน้ามาปรึกษาหาทางออกกันได้ ในขณะเดียวกัน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นก็ถูกอำนาจและอาวุธกดทับเอาไว้ ประชาชนจำนวนมากต้องมีชีวิตอยู่กับการเมืองแห่งความกลัว
วันที่ 15 มีนาคม 2561 ปิยบุตร ตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต โดยลาออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยตำแหน่งสุดท้ายคือ รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน หลังรับราชการมาแล้วมากกว่า 16 ปี เพื่อจับมือกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และผู้ที่มีความเห็นทางการเมืองคล้ายกันอีกจำนวนหนึ่ง ยื่นจดจัดตั้งพรรคการเมืองในชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ด้วยความตั้งมั่นจะสร้างการเมืองใหม่แห่งความหวัง การกลับคืนสู่หนทางที่การปกครองจะยึดโยงอยู่กับประชาชน และสร้างสรรค์ประเทศไทยที่อนาคตอยู่ในมือประชาชนอย่างแท้จริง
ประวัติ
ปิยบุตรเกิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2522 (1979) ปัจจุบันอายุ 39 ปี ชื่อเล่น "ป๊อก" เป็นลูกคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 4 คน เขาเกิดในครอบครัวคนชั้นกลางเชื้อสายจีนที่ค่อนข้างขาดแคลน แต่พ่อแม่ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาของลูกๆ เป็นอย่างมาก ซึ่งต้องแลกกับการใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อย ทำงานหนักและอดออม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังลงท้ายด้วยภาระหนี้สินจากความต้องการสร้างอนาคตให้ลูก นี่ทำให้ปิยบุตรตระหนักดีถึงการเข้าไม่ถึงทรัพยากรของคนจำนวนมาก และอยากเห็นสังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวแบบไหนก็ตาม
ประวัติการศึกษา
- มัธยมศึกษา โรงเรียนอัสสัมชัญ (จบการศึกษา 2540)
- ปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2540 - 2544)
- ปริญญาโท DEA (Master 2) สาขากฎหมายมหาชนและกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย Nantes ประเทศฝรั่งเศส วิทยานิพนธ์เรื่อง “ข้อความคิดเรื่องผู้มีส่วนได้เสียในคดีปกครองสิ่งแวดล้อม” (2546 - 2547)
- ปริญญาเอก เกียรตินิยมดีมาก โดยมติเอกฉันท์ (Mention Très Honorable avec Félicitations) มหาวิทยาลัย Toulouse ประเทศฝรั่งเศส (2553) วิทยานิพนธ์เรื่อง “ศาลปกครอง: การกำเนิดของสถาบัน”
ประวัติการทำงาน
- อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนและทำงานวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง (2544 - วันที่ 1 สิงหาคม 2561)
- เดือนกันยายนปี 2553 ปิยบุตรร่วมกับเพื่อนอาจารย์อีก 6 คน จาก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อตั้ง “คณะนิติราษฎร์” เพื่อทำงานทางวิชาการและเป็นหนึ่งในฟันเฟืองของความพยายามสถาปนาหลักนิติรัฐ และประชาธิปไตยในสังคมไทย
ตัวอย่างผลงานทางวิชาการ
- กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกัมพูชา: จากความขัดแย้งทางการเมืองสู่การสถาปนานิติรัฐ - ประชาธิปไตย โครงการวิจัยวิชาการประเภทที่ 3 เสนอต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (กุมภาพันธ์ 2559)
- การพัฒนาระบบการพิจารณาวินิจฉัยคดีการเมืองในศาลยุติธรรม ร่วมกับ จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, ธีระ สุธีวรางกูร, กริช ภูญีญามา เสนอต่อสถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์ สำนักงานศาลยุติธรรม (2556)
- การออกกฎหมายอนุวัตการตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับ สมคิด เลิศไพฑูรย์ (หัวหน้าโครงการ), ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์, อนุชา ฮุนสวัสดิกุล เสนอต่อสำนักนายกรัฐมนตรี (2547)
ผลงานหนังสือเล่มล่าสุด
- รัฐธรรมนูญ: ประวัติศาสตร์ข้อความคิด อำนาจสถาปนา การเปลี่ยนผ่าน สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน (2559)
งานอดิเรกและความชอบส่วนตัว
คนทั่วไปจะรู้จักปิยบุตรในมุมความเอาจริงเอาจังกับเรื่องต่างๆ เมื่อยังเป็นอาจารย์เขาต้องหาเวลาให้ตัวเองได้อ่านและค้นคว้าทำงานวิชาการต่อเนื่องสม่ำเสมอ เขามีกีฬาโปรดคือฟุตบอล ใครที่รู้จัก ‘อาจารย์ป๊อก’ เป็นอย่างดีจะรู้ว่าเขามีลิเวอร์พูลเป็นทีมในดวงใจ จดจ่อติดตามแม้จะผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็เอาความอดทนรอคอยชัยชนะของทีมโปรดมาเปรียบเทียบกับการทำการเมืองระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยการรอคอยอย่างอดทน เพื่อจะได้รับชัยชนะที่ปลายทาง
ปิยบุตรยังเชียร์ทีมชาติฝรั่งเศสด้วยความผูกพันเพราะได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนั้นช่วงเรียนปริญญาโทและเอกเป็นเวลานาน และนอกจากนี้ภรรยาของเขาก็ยังเป็นชาวฝรั่งเศสอีกด้วย
เขามีความหลงใหลในวัฒนธรรมอาหาร เขาได้ชื่อว่าเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย กินอะไรก็ได้ (ที่ไม่ใช่อาหารสุขภาพ) และยังมีความรู้ในเรื่องไวน์เป็นอย่างดี แถมยังเป็นคนที่จริงจังกับการเซ็ทผมมากอีกด้วย
ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่
การตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ก็คือการลาออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยตำแหน่งสุดท้าย รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 หลังรับราชการมาแล้วมากกว่า 16 ปี
จริงๆ แล้วความคิดที่จะตั้งพรรคการเมืองของปิยบุตรและกลุ่มเพื่อนๆ เริ่มต้นมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่มาเข้มข้นจริงจังมากขึ้นเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน บ้านเมืองเหมือนจะเดินกลับไปสู่ยุคสมัยที่ประชาชนไร้สิทธิ์และเสียงมากขึ้นทุกทีๆ เมื่อเขาสอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญในชั้นเรียน มีนักศึกษาเป็นจำนวนมากที่เข้าใจจุดยืนอุดมการณ์ แต่แล้วเมื่อเรียนจบและไหลเข้าสู่ระบบ พวกเขาก็จนหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ทางเดียวที่พอจะมีความหวังก็คือการต้องเปลี่ยนแปลงระบบนั้น
อนาคตใหม่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการนำพาประเทศออกจากวิกฤต กลับคืนสู่หนทางประชาธิปไตย ยุติ “ทศวรรษที่สูญหาย” มุ่งหน้าสู่ “ทศวรรษแห่งการทวงคืนอนาคต”.
3. กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
คนส่วนใหญ่ที่รู้จักครูจุ๊ย (Juice) หรือ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ จะนึกถึงสิ่งหนึ่งควบคู่กันไปด้วยเสมอ นั่นคือ การศึกษาฟินแลนด์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการศึกษาที่มีระบบที่ดีที่สุดในโลก และไม่ได้รู้จักการศึกษาแบบฟินแลนด์แค่ในภาคทฤษฎีเท่านั้น เธอยังเป็นนักเรียนเก่าฟินแลนด์ตัวจริงที่มีโอกาสได้สัมผัสระบบที่ว่านี้ตั้งแต่การเป็นนักเรียนมัธยม และยังได้กลับไปเรียนที่นั่นอีกครั้งในฐานะนักศึกษาปริญญาโทด้วย
กุลธิดาจึงเป็นเสมือนแหล่งข้อมูลที่มีชีวิตของการวางนโยบายด้านการศึกษาของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งพรรคพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างระบบการศึกษาฟรีที่ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและในยุคสมัยที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อที่สอดคล้องไปกับแนวนโยบายอื่นๆ ของพรรคที่ว่า ความเท่าเทียมของการเข้าถึงการศึกษาไม่ได้สร้างแต่คุณภาพประชากรแบบยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย
กุลธิดาจึงเป็นเสมือนแหล่งข้อมูลที่มีชีวิตของการวางนโยบายด้านการศึกษาของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งพรรคพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างระบบการศึกษาฟรีที่ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและในยุคสมัยที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อที่สอดคล้องไปกับแนวนโยบายอื่นๆ ของพรรคที่ว่า ความเท่าเทียมของการเข้าถึงการศึกษาไม่ได้สร้างแต่คุณภาพประชากรแบบยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย
ประวัติส่วนตัว
กุลธิดาเกิดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) ที่กรุงเทพฯ ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายมาอยู่นนทบุรีในภายหลัง ปัจจุบันอายุ 34 ปี
การศึกษา
- ปริญญาตรี อักษรศาสตรบัญฑิต เอกภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปริญญาโท Master of Arts in Intercultural Communication จาก University of Jyväskylä ประเทศฟินแลนด์
- ปัจจุบัน (ขณะกำลังทำเนื้อหานี้) กำลังศึกษาระดับปริญญาเอก Doctor of Philosophy Programme in Applied Linguistics (International Programme) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และคาดว่าจะจบในปลายปี พ.ศ. 2561
ประวัติการทำงาน
- อาจารย์พิเศษวิชาการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (ภาคอินเตอร์และภาษาไทย)
- ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โครงการห้องเรียนวิศว์-วิทย์ ดรุณสิกขาลัย
- คอลัมนิสต์ประจำ WAY Magazine
- ปัจจุบันเป็นนักเขียนและนักแปลอิสระ
ความสามารถทางภาษา
กุลธิดาสามารถใช้ภาษาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเศส และฟินนิช (ภาษาฟินแลนด์)
กิจกรรมทางการเมือง
เป็นผู้ออกแบบแคมเปญ “อ่านก่อนโหวต” ก่อนจะถึงเวลาการลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญ 60 ในปี พ.ศ. 2559
สิ่งที่ทำให้เข้ามาทำงานการเมือง
กุลธิดาหันมาสนใจการเมืองเพราะอยากเห็นสังคมไทยดำรงอยู่บนหลักการของความเคารพในสิทธิมนุษยชน พร้อมกับความเข้าใจและเห็นใจซึ่งกันและกันของมุนษย์ เมื่อจบการศึกษากลับมา กุลธิดาสมัครเข้าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ จุดเปลี่ยนที่สุดกลับเป็นการที่ได้มีโอกาสสอนนักเรียนมัธยมปลาย เธอค้นคว้าการเรียนการสอนด้วยตัวเองอย่างหนัก ด้วยความคิดที่ว่าไม่มีวุฒิทางการศึกษามาก่อน และขณะกำลังศึกษาต่อปริญญาเอกในตอนนี้ (กลางปีพ.ศ. 2561) กุลธิดาลงมือทำงานค้นคว้าวิจัยเรื่องวาทกรรมในห้องเรียน อาศัยประสบการณ์ทั้งจากการเป็นนักเรียนและการเป็นครูทำให้ตระหนักดีว่า การเปลี่ยนแปลงการศึกษาให้ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งด้วย นั่นคือการใช้ภาษาในห้องเรียน และในประเทศไทยยังไม่มีใครสนใจเรื่องนี้มาก่อน ประสบการณ์จากการทำงานอีกอย่างที่พบคือ ไม่เคยเห็นครูอยู่ในคณะบริหารการศึกษาจริงๆ ดังนั้น การทำงานในภาพรวมจึงเป็นการทำงานบนหอคอยงาช้าง นี่คือ แรงผลักดัน ที่อยากเข้ามาทำงานการเมือง และผลักดันเรื่องการศึกษาจากฐานความเป็นครู
ความสำเร็จ
- Scholarship for International Degree Students in 2008-09 University of Jyväskylä
- SUPRA Programme: Support Programme for Asian Studies
- Nordic Institute of Asian Studies, Copenhagen, Denmark 2008
ผลงานทางด้านวิขาการ
- [The Asian Conference on Education 2013’s Conference Proceedings] Uncovering a Cultural Black Box: A Case Study of a Classroom Discourse of a Regional Award-Winning Thai Social Sciences Teacher in a Topic of Culture (2013)
- [13Th International Conference on Thai Studies Globalized Thailand, Connectivity, Conflict and Conundrums of Thai Studies] ''Materialism Must Die.” a Case Study of Binary Opposition Used in Narrative Discourse in a Thai Social Sciences Classroom (2018)
ผลงานอื่นๆ
- หนังสือ Forgotten English Conversation และ Hot English / สำนักพิมพ์พราว
- งานแปลวรรณกรรมเยาวชนฟินแลนด์ ไตรภาคสโนว์ไวต์ เขียนโดยซัลล่า ซิมุกกา / สำนักพิมพ์ นานมี บุ๊คส์
- รวมเรื่องสั้นแปลจากภาษาฟินแลนด์ "นักสำรวจและเรื่องฟินน์อื่น ๆ" / สำนักพิมพ์กำมะหยี่
- ปัจจุบันเขียนคอลัมน์ เล่า/เรียน ให้กับ WAY Magazine และ เติมครูในช่องว่างให้กับ Voice TV Blogs
- สอนหนังสือวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมให้กับนักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จนถึงมหาวิทยาลัยระดับปริญญาโท
งานอดิเรกและความชอบส่วนตัว
กุลธิดาใช้เวลาว่างอ่านหนังสือ โดยเฉพาะนวนิยายของ Haruki Murakami, Kazuo Ishikuro, Jhumpa Lahiri, Steig Larsson, Tove Jansson รวมทั้งงานของนักเขียนไทย อย่างเช่น อุรุดา โควินท์ นอกจากนี้ยังสนใจงานเขียนบทละครเวทีของ Arthur Miller, กลอนของ Wislawa Szymborska, หนังสือประเภทสารคดี และยังชื่นชอบการชมภาพยนตร์อีกด้วย
เธอมีแมวเป็นสัตว์เลี้ยง สนใจเสื้อผ้าในสไตล์เฉพาะตัว ทั้งเลือกซื้อและตัดเอง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แว่นตามีดีไซน์ ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ในครอบครอง 21 อัน.
4. ชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
อาจารย์ชำนาญเป็นอาจารย์พิเศษด้านการเมืองและกฎหมาย ในเวลาเดียวกันก็เป็นนักสิทธิมนุษยชนที่มุ่งมั่นในหลักการเป็นอย่างยิ่ง และยังเป็นอดีตประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย อีกด้วย
สิ่งที่ทำให้ชำนาญเป็นที่รู้จักอีกอย่างก็คืองานบทความเกี่ยวกับการเมือง การปกครอง กฎหมาย และประเด็นสิทธิ์ ซึ่งเผยแพร่ในสื่อต่างๆ อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องยาวนาน เขายังเคยเป็นสมาชิกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน - เครือข่ายวิชาการและเว็บไซต์ที่มีจุดมุ่งหมายให้คนทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ในระดับอุดมศึกษาได้อย่างเสมอหน้า
ปัจจุบันชำนาญยังเป็นคณะทำงานความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) รวมทั้งยังเป็นพยานในหลายคดีที่เกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหารปี 2557 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองไทยแห่งมหาวิทยาลัยกูแตนเบิร์ก สวีเดน (University of Gothenburg) และอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาถูกพูดถึงในวงกว้าง นั่นก็คือการเป็นผู้ยกร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร ซึ่งกลายเป็นต้นแบบจังหวัดจัดการตนเองที่แพร่หลายไปกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ ยืนยันหลักการกระจายอำนาจ ลดสิ่งที่เรียกว่าราชการรวมศูนย์ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียม
ประวัติ
ชำนาญเกิดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2500 (1957) ปัจจุบันอายุ 60 ปี
ประวัติการศึกษา
- รัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชนฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- Cert. in the Administration of Justice in Singapore – an Ethic for Effective Judicial Reform สิงคโปร์
- Cert. in Living Environmental Protection Technique ญึ่ปุ่น
- Cert. in Japanese Extensive Course, Osaka ญี่ปุ่น
- Cert. in Asian Seminar,Hiroshima University ญึ่ปุ่น
- Cert. in South East Asia Advanced Programme on Human Rights / SEAHR (2547)
ประสบการณ์
- ผู้บรรยายพิเศษแก่นักศึกษาปริญญาโท – เอก ของ Graduate School for International Development and Cooporation (IDEC) ที่ HiroshimaUniversity ประเทศญี่ปุ่น
- ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขต 1
- ที่ปรึกษาคณะกรรมการจริยธรรมโรงพยาบาลแมคคอร์มิกของสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย
- นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคเหนือ (2541-2548, 2548-2550 และ 2552-2554)
- อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนจังหวัดเชียงใหม่ (อ.ก.พ.) (2556-2560)
ประวัติการทำงาน
- ปลัดอำเภอ จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดพะเยา
- รักษาการหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่
- หัวหน้าฝ่ายข้อมูลข่าวสาร กองสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
- ผู้อำนวยการกลุ่มงานวิชาการ สำนักงานศาลปกครองเชียงใหม่
- ผู้อำนวยการกลุ่มค้นคว้าและเปรียบเทียบคำพิพากษา สำนักงานศาลปกครองเชียงใหม่
- รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านคดีปกครอง สำนักงานศาลปกครองเชียงใหม่
- อาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ประธานกรรมการแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
ปัจจุบัน
- รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
- สมาชิกตลอดชีพสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ (Life Member of The Siam Society Under Royal Patronage)
- Adviser, Amnesty International, Thailand
- Member of the Board of School for Life Foundation
- Member of the National Geographic Society
- ประธานเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น (President of The Peaceful Homeland Network)
- กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการดำเนินงานเพื่อพัฒนาเมือง / ชุมชน เพื่อมุ่งสู่สังคมเชิงนิเวศ (Eco-town)
- กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการปรับปรุงหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- หัวหน้าโครงการกฎหมายปกครองกับการปฏิบัติงานของข้าราชการกระทรวงยุติธรรม (ภาคเหนือ) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ประธานชมรมคนรักไวน์เชียงใหม่ (Chiang Mai Wine Lovers Club)
- นักเขียนประจำในกรุงเทพธุรกิจ ประชาไท ไทยนิวส์ ฯลฯ และมีผลงานด้านบทความสม่ำเสมอในเว็บไซต์กฎหมายมหาชนไทย (www.pub-law.net)
- เจ้าของผลงานคู่มือการใช้ภาษาอังกฤษ “ฟุด ฟิด ฟอ ไฟ XYZ” ที่จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น
- เจ้าของผลงาน “สิทธิมนุษยชนที่คนรุ่นใหม่ควรรู้” ที่จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ริช พับลิชชิง
- ผู้ยกร่าง “พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร”
- Participant on UN General Assembly Special Session on Drugs (Ungass)
เกียรติประวัติ
- ได้รับเกียรติบัตรข้าราชการพลเรือนดีเด่นของจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2537
- ได้รับโล่ “คนดีมหาดไทย”จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2537
- ได้รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น สาขาเชิดชูเกียรติเป็นกรณีพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ปี 2550
- ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น เนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ปี 2554
ประสบการณ์โรตารี่
- GSE Team Member to New York/Ontario – USA/Canada ปี 2535
- สมาชิกสโมสรโรตารีพะเยา ปี 2535
- สมาชิกสโมสรโรตารีเชียงใหม่เหนือ ปี 2537
- GSE Team Leader to Kerala/Tamil Nadu – India ปี 2539
- GSE Committee ตั้งแต่ปี 2544 - 2552
- นายกสโมสรโรตารีเชียงใหม่เหนือ ปี 2548
- District Trainer ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน Assistant Governor ตั้งแต่ ปี 2549 -2552
- District Conference Chair ปี 2551
- GSE Team Leader to Illinois – USA ปี 2551
- ได้รับประกาศเกียรติคุณ Four Avenue of Service Citation จากประธานโรตารีสากล ปี 2551
- Benefactor, MPHF และ Member of Bequest Society
- ประธานมูลนิธิจักษุบริการโรตารีเชียงใหม่เหนือ (President of The Rotary Club of Chiang Mai North Eye Service Foundation) ปี 2553 – ปัจจุบัน
- Host Organizing Committee, Bangkok RI Convention ปี 2555 (Chair of Information Center
- Editor in Chief of The Rotary Thailand Magazine ปี 2553 - 2557
- District Governor ปี 2554 - 2555
- ประธานมูลนิธิเยาวชนแลกเปลี่ยน ภาค 3360 โรตารีสากล ประเทศไทย ปี 2554 - 2557 (Chair ,Youth Exchange Foundation District 3360 RotaryInternational Thailand
- Nominating Committee for Director ปี 2556 - 2557
- District Training Committee Chair ปี 2556 - 2557
- District Grant Sub-Committee Chair (DGSC) ปี 2556 - 2557
- Vice Chair , Kota Kinabalu Rotary Institute Organizing Committee ปี 2557
- Vice Chair , Bangkok Rotary Institute Organizing Committee ปี 2559
- Assistant Rotary Public Image Coordinator Zone 6B
- Council on Legislation Representative ปี 2562.
5. พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
พงศกร รอดชมภู มีบิดามารดาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่ธรรมศาสตร์ แต่ไปสอบติดเตรียมทหาร ถึงอย่างนั้นก็ยังพบว่ามีเพื่อนทหารอีกจำนวนมากที่มีความคิดเห็นทางสังคมและการเมืองใกล้เคียงกัน ดร.โหน่งเข้าไปเรียนปีแรกก็เจอเหตุการณ์ที่ต่อมากลายเป็นประวัติศาสตร์อันยากจะลืมเลือน นั่นคือ 14 ตุลา และ 6 ตุลา
ตั้งแต่เรียนจบมาเขาไปอยู่หน่วยที่เกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจรัฐประหาร ได้รับรู้ข่าววงในตลอดเวลา รวมทั้งตลอดหลายปีที่ทำงานก็จะอยู่กับการต่อสู้คอมมิวนิสต์ ฯลฯ หลังจากนั้นได้เรียนอีกหลายด้านและอีกหลายที่ ได้เห็นภาพใหญ่ของประเทศ ทำให้เกิดความเชื่อว่า ถ้าจะเปลี่ยนสังคมไทยให้ดีขึ้นได้จริง ก็ต้องให้คนเล็กคนน้อยแข็งแรง ไม่ใช่ระบบที่รวมศูนย์
เขาเคยเข้าไปมีส่วนร่วมเรื่องการกระจายอำนาจ เคยทำงานเป็นรองเลขา สมช. ได้พบเห็นภาพรวมว่าเราไม่มั่นคงอะไรเลย เพราะมันไม่มีการบูรณาการกันของข้อมูลอะไรทั้งสิ้น โดยส่วนตัวแล้ว ดร.โหน่งคิดว่าความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และนโยบายสาธารณะที่เขามีอยู่ จะสามารถช่วยงานพรรคได้เป็นอย่างดี
ประวัติ
ดร.โหน่ง เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2498 (1955) อายุ 63 ปี
ประวัติการศึกษา
- ปริญญาตรี วทบ.(ทบ.) โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (2521)
- ปริญญาตรี น.บ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- Dip. Integrated Rural Regional Development Planning, Settlement Study Study Centre, Israel. (2528)
- พบ.ม. เศรษฐศาสตร์ (การคลัง) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (2526)
- ศศ.ม. การทหาร (รัฐศาสตร์) โรงเรียนเสนาธิการทหารบก (2534)
- ร.ด. รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2541)
- Cert. Initiatives in Conflict Management: Planning for Civil-Military Cooperation Executive Program, Harvard University, USA.
- Cert. Logistic and Business Management, U. of North Carolina, USA
- หลักสูตรนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 79 ของ ก.พ. (2557)
ประวัติการทำงาน
- ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา กองพันที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์
- ผู้ช่วยนายทหารยุทธการ ร. 1 พัน. 3 รอ.
- นายทหารปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1
- นายทหารกิจการพลเรือน กองกำลังทหารพราน กองทัพภาคที่ 1
- ผู้บังคับกองพันพัฒนาที่ 1 กรมพัฒนาที่ 1
- ฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา กองทัพบก
- นายทหารคนสนิทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
- ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
- ผู้ช่วยนายทหารฝ่ายเสนาธิการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
- ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองบัญชาการกองทัพไทย
- รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
- ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ
- เคยเป็นวิทยากรการเมือง กอ.รมน.ภาค 1
- เคยเป็นผู้ช่วยและเป็นผู้ฝึกทหารใหม่และติดตามการฝึกทหารใหม่ติดต่อกันทั้งหมด 5 รุ่น
- เคยนำเสนอการใช้เครื่องคิดเลขแบบประมวลผลได้เพื่อใช้ยิงเครื่องยิงลูกระเบิดแทนการใช้คำนวณด้วยมือ
- เคยนำเสนอแนวทางการฝึกยิงปืนทหารกองประจำการใหม่ โดยใช้สมการ regression ทำนาย
- เคยมีส่วนริเริ่ม และปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการพัฒนาระบบการต่อสู้เบ็ดเสร็จ เพื่อวางระบบการป้องกันประเทศชายแดนด้านตะวันออก และฝึกประชาชนในรูปแบบต่างๆ
- เคยเป็นผู้เสนอแผนและรับอนุมัติแนวทางการประชาสัมพันธ์ใหม่ของ ทบ.หลังเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535
- เคยเป็นที่ปรึกษา ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
- เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานติดตามสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลก เสนอต่อคณะผู้บังคับบัญชาของกองบัญชาการกองทัพไทย
ความคิดเห็นทางการเมือง ความสนใจ และประวัติการทำงานทางการเมือง
อุดมการณ์ทางการเมืองแบบกลางซ้าย (Center-left) หรือสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat) สนใจเรื่องรัฐธรรมนูญและการมีส่วนร่วมทางการเมือง มีประสบการณ์ทำงานการเมืองมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็นในเรื่องการเผยแพร่ประชาธิปไตยและการเมืองเปรียบเทียบ มีความเชื่อมั่นว่าระบอบประชาธิปไตยจะนำความเจริญมาให้คนไทย แต่เพราะความเหลื่อมล้ำทางการเมืองและเศรษฐกิจมีมาก การกระจายรายได้ กระจายอำนาจ กระจายโอกาส สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ได้รับการคุ้มครองที่จะมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ มีคุณภาพชีวิตทั้งด้านสุขอนามัยและการศึกษาที่ได้มาตรฐานสากล และสร้างการเข้าถึงแหล่งทุนเป็นเงื่อนไขสำคัญ จึงจะทำให้เกิดโอกาสที่เท่าเทียมกันได้ ประชาชนซึ่งหมายถึงคนในรุ่นต่อๆ ไปจะมีชีวิตที่ดีได้เช่นในยุโรป เป้าหมายเช่นนี้ต้องอาศัยการทำงานการเมืองที่มุ่งให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง มีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาของตนเอง และใช้กติกาหรือกฎหมายนั้นอย่างเป็นธรรม
ในการทำงานทางการเมืองนอกจากทำหน้าที่เป็นวิทยากรการเมืองในสมัยสงครามเย็นแล้ว ยังได้ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาชนบทซึ่งเป็นงานการเมืองต่อเนื่องเป็นเวลานาน ในเหตุการณ์พฤษภา 35 ได้เคยทักท้วงการนำกำลังทหารออกมาเผชิญหน้ากับประชาชนต่อแม่ทัพภาคที่ 1 ในสมัยนั้นเนื่องจากคาดหมายว่าจะเกิดเหตุการณ์บานปลาย ได้เคยนำเสนอหนังสือทักท้วงการตัดสินใจยุบ ศอ.บต. ในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ต่อ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในสมัยนั้น โดยคาดหมายว่าอาจเกิดการก่อเหตุร้ายขึ้นต่อมาภายหลังได้
ในการทำงานการเมืองในระบบรัฐสภา ได้เป็นคณะอนุกรรมการศึกษารัฐธรรมนูญ คณะอนุกรรมการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะอนุกรรมการพิจาณาเสนอการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษแม่สอดและปัตตานี และคณะอนุกรรมการอื่นๆ ของสภาผู้แทนราษฎร
เหตุการณ์สำคัญ กิจกรรมทางสังคม หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- เป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงนามไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 โดยเปิดเผย
- เป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้ทางการเมือง การปกครอง และด้านความมั่นคงผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ เช่นมติชนรายสัปดาห์ สื่อวิทยุ และสื่อโทรทัศน์ตามที่ได้รับเชิญ รวมถึงเป็นผู้บรรยายตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ส่วนราชการและเหล่าทัพ ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กในเรื่องส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย
- เป็นผู้เสนอข้อคิดเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเรื่องการเกษียณก่อนกำหนด
- การให้มีนายพลหญิงเพื่อความเท่าเทียมกันในสาขาวิชาชีพ เฉพาะที่สตรีมีบทบาทสำคัญ และได้รับความเห็นชอบ
ความสำเร็จ รางวัล เกียรติคุณ
- ประธานรุ่น นบส.รุ่น 79 ของ ก.พ. และได้รับรางวัลเอกสารวิจัยส่วนบุคคลดีเด่น
- ผู้สำเร็จการศึกษาเป็นอันดับที่ 1 ตามหลักสูตรนานาชาติ สาขา Integrated Rural Regional Development Planning ของอิสราเอล
- ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นนายพันเหล่าทหารราบรุ่นที่ 43 เป็นลำดับที่ 2 โดยเป็น 3 นายทหารนักเรียนที่มีคะแนนสูงสุดตั้งแต่มีการเปิดหลักสูตรมา โดยได้ 927.21/1,000 คะแนน
- ผู้ผ่านการศึกษาหลักสูตรจู่โจมหลักสูตรของศูนย์สงครามพิเศษมีคะแนนรวมสูงสุดเป็นอันดับ 1 พ.ศ. 2520
- ได้รับเหรียญพิทักษ์เสรีชน พ.ศ. 2529
- นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ พ.ศ.2556
- มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
ผลงานทางด้านวิชาการ
- อดีตอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ปทุมธานี มหาวิทยาลัย อิสเทิร์นเอเชีย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบรรยายพิเศษ รวมถึงได้รับเชิญเป็นกรรมการภายนอกวิทยานิพนธ์หลายสถาบัน
- พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว พ.อ.พงศกร รอดชมภู และวัลลภ ลำพาย ฐานข้อมูลและสารบบกฎหมายรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภา รายงานวิจัยเสนอต่อสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร 2537
ชีวิตส่วนตัว
เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุธศาสนา ศึกษาพระไตรปิฎกและปกติสร้างกุศลไว้ในพระพุทธศาสนา เป็นคนเรียบง่าย รังเกียจพิธีการที่ยุ่งยาก เป็นผู้มีความเกียจคร้านในการทำเรื่องที่ไม่มีสาระหรือเต็มไปด้วยกระพี้ และสนุกกับการริเริ่มสร้างสิ่งใหม่ๆ คอมพิวเตอร์เครื่องแรกๆ ที่ใช้คือ Z80 ของซินแคลร์ที่ปัจจุบันพบอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในอังกฤษ เพราะชอบที่จะนำมาวิเคราะห์ทางวิศวกรรมและสถิติ ชอบที่จะวิเคราะห์ ประเมินและตรวจสอบสิ่งแวดล้อมทางด้านวิทยาศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และทำนายแนวโน้มที่น่าจะเป็นไป โดยมีความผิดพลาดน้อย การทำนายที่ผิดพลาดคือการคิดว่า นางฮิลลารี คลินตัน จะได้เป็นประธานาธิบดี นอกนั้นทำนายค่อนข้างถูกแม้ว่าจะต้องใช้เวลาถึงเกือบ 20 ปีในการพิสูจน์ เช่นสถานการณ์หลัง กรณี 911 และมาจบลงที่ย่านทะเลจีนใต้ ในที่สุด ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน รวมถึงการที่จะเกิดรัฐประหารที่ผ่านทั้ง 2 ครั้งด้วย และมั่นใจว่าอนาคตการเมืองไทยจะไม่เหมือนเดิม
งานอดิเรก ความชอบส่วนตัว
เป็นผู้เข้าถึงง่าย ชอบชิมอาหารรสดีและราคาสมเหตุสมผล ปกติชอบอ่านหนังสือตำรา ความรู้ทั่วไป วิทยาศาสตร์ ปรัชญา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเงิน สังคมศาสตร์และประวัติศาสตร์
ความบันเทิงมาจากการดูภาพยนตร์ไซ-ไฟ การ์ตูน ท่องยูทูบ ฟังดนตรีคลาสสิค ละครโอเปราที่ไม่เศร้า และไม่ดู ไม่อ่าน ไม่ชม เรื่องหักมุมและเป็นโศกนาฏกรรม เช่น โรเมโอกับจูเลียต ของเช็คสเปียร์, Westside Story, South Pacific หรือ นิยายแผลเก่าไม่ว่าจะแสดงดีแค่ไหนก็ตาม จะพลาดแค่ครั้งแรกเท่านั้น
ชอบค้นคว้า ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อารยธรรม วิวัฒนาการของมนุษย์และสัตว์ เทคโนโลยีที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เป็นผู้ติดตามอ่านงานของ อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ เป็นรุ่นแรกๆ ที่ยังไม่มีใครรู้จักคำว่า คลื่นลูกที่สาม โลกาภิวัฒน์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศกันมากนัก
มีความถนัดในเรื่องรัฐศาสตร์สาขาความขัดแย้ง พัฒนาการทางการเมือง การเมืองเปรียบเทียบ ปรัชญาการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สหภาพยุโรปศึกษา การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะและการบริหารองค์กร.
6. รณวิต หล่อเลิศสุนทร รองหัวหน้าพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
สิ่งที่รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่คนนี้คิดอยู่เสมอคือ การเมืองและการพัฒนาประเทศเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของนักการเมืองหรือแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และไม่ว่าจะมากหรือน้อย ทุกๆ คนสามารถมีส่วนร่วมในการทำให้ประเทศไทยก้าวเดินไปข้างหน้า เป็นประเทศที่น่าอยู่ขึ้นได้
รณวิตยังเชื่อมั่นว่าในโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีพัฒนาก้าวล้ำไปไกลขนาดนี้ สังคมโลกเปิดกว้าง ควรจะถึงเวลาเสียทีที่การเมืองในประเทศไทยควรเป็นการเมืองที่สร้างสรรค์ การเมืองในรูปแบบใหม่ การเมืองที่พัฒนาขึ้นไปในอีกระดับที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง มีสิทธิ มีเสรีภาพ การเมืองที่ใช้อำนาจหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบและมีจริยธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและสังคมส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
ประวัติส่วนตัว
รณวิตเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) ปัจจุบันอายุ 39 ปี ผ่านการทำงานกว่า 10 ปีในธุรกิจไอทีและเทคโนโลยีกับบริษัทระดับโลกทั้งในและต่างประเทศ และยังทำงานในสายงานการพัฒนาธุรกิจกับบริษัทเอกชนชั้นนำในธุรกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและด้านเทคโนโลยีอีกหลายแห่ง ก่อนจะหันมาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง
“ผมเกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่ สนใจในเรื่องการเมืองมาตั้งแต่เด็ก ใฝ่ฝันว่าชีวิตนี้ถ้าพร้อมและมีโอกาสก็อยากจะเข้ามาทำงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ และได้มีโอกาสที่จะช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ผมย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อเรียนมหาวิทยาลัย จากนั้นได้มีโอกาสไปศึกษาต่อและใช้ชีวิตในต่างประเทศ ซึ่งนั่นก็เป็นการได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆให้ตัวเอง และเมื่ออยู่ในวัยทำงาน การเรียนรู้ในชีวิตจริง ประสบการณ์ที่ได้ ก็คือส่วนหนึ่งของการตามล่าความฝันของผม ผมมองว่างานยิ่งยากยิ่งเป็นความท้าทาย ความแปลกใหม่เป็นสิ่งที่ผมแสวงหา โดยเฉพาะถ้าสิ่งนั้นจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงแตกต่างในทางที่ดีให้กับทั้งตัวผมเองและคนอื่นๆ ผมจะยิ่งอยากทำสิ่งนั้นมากยิ่งๆ ขึ้น”
การศึกษา
- ประถมและมัธยม โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์ วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. 2539)
- ปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์หลักสูตรบัณฑิตสองสถานบัน (TUNU) สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ.2544)
- ปริญญาตรี Bachelor of Engineering (with Honours) in Electrical and Electronic Engineering, University of Nottingham, UK (พ.ศ. 2544)
- ปริญญาโท Master of Science in Communications and Signal Processing, Imperial College, London, UK (พ.ศ.2545)
การทำงาน
- พ.ศ. 2558-ปัจจุบัน บริษัท เพอร์เซพชั่น กรุ๊ป จำกัด ตำแหน่งผู้บริหาร ประกอบธุรกิจให้บริการนวดแผนไทยโดยผู้พิการทางสายตา
- พ.ศ. 2556-2558 บริษัท แอปเปิ้ล เซาท์ เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ตำแหน่ง Business Development Manager ดูแลรับผิดชอบการพัฒนาธุรกิจและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ iPhone และ iPad สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร
- พ.ศ. 2554-2556 บริษัท รีเสิร์ช อิน โมชั่น พีทีอี จำกัด ประเทศสิงคโปร์ ตำแหน่ง Territory Sales Manager ดูแลรับผิดชอบการพัฒนาธุรกิจและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ BlackBerry
- พ.ศ. 2552-2554 บริษัท ที.เอ็น. อินฟอร์เมชั่น ซิสเท็มส์ จำกัด ตำแหน่ง Business Development Manager ดูแลรับผิดชอบการพัฒนาธุรกิจและการจำหน่ายระบบไอทีและซอฟต์แวร์ในกลุ่มลูกค้าสายการเงินและการธนาคาร
- พ.ศ. 2549-2552 บริษัท ทรู มูฟ จำกัด ตำแหน่ง Product Manager ดูแลรับผิดชอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในสายเครือข่ายไร้สายสำหรับลูกค้ากลุ่มองค์กร
- พ.ศ. 2548-2549 บริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ จำกัด ตำแหน่ง Solution Architect Specialist ดูแลรับผิดชอบการออกแบบผลิตภัณฑ์บนเครือข่ายสำหรับลูกค้ากลุ่มองค์กร
- พ.ศ. 2546-2548 บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ตำแหน่งวิศวกรเครือข่าย ดูแลรับผิดชอบความครอบคลุมของสัญญาณเครือข่ายมือถือภายใต้แบรนด์ Hutch
ความสำเร็จ
“ธุรกิจที่ทำอยู่ปัจจุบันนี้คือธุรกิจให้บริการนวดแผนไทยโดยผู้พิการทางสายตา ส่วนหนึ่งผมตั้งใจจะยกระดับการให้บริการนวดแผนไทยพร้อมกับให้การสนับสนุนคนที่มีความสามารถแม้จะเป็นผู้พิการที่สังคมบางส่วนมองข้ามพวกเขาไป ธุรกิจนี้มีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน ให้พวกเขาที่จริงๆ แล้วมีความสามารถเลี้ยงชีวิตตัวเองได้ ได้ทำงาน ได้ภาคภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ และการที่พวกเขาได้รู้สึกกับตัวเองอย่างนี้ มีรายได้ส่งให้ครอบครัว สร้างบ้านเป็นของตัวเอง รวมทั้งมีความสุขกับงานที่ทำ ผมถือว่านี่แหละคือความสำเร็จของผม”
งานอดิเรกและความชอบส่วนตัว
รณวิตชอบอ่านหนังสืออัตชีวประวัติของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ การลงทุน ความรู้ใหม่ๆ ที่จะอัพเดทความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปของโลกนี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี และถ้ามีเวลาว่างจริงๆ ก็จะพักผ่อนด้วยการดูหนังแอ็กชั่นของบรรดาซูเปอร์ฮีโร่, แอนิเมชั่นจากวอลท์ ดิสนีย์ หรือจากญี่ปุ่น เขายังเป็นแฟนตัวจริงของหนังมหากาพย์สตาร์วอร์ส ส่วนดนตรี นิยมชมชอบร็อกเกอร์
เขายังชอบการท่องเที่ยวที่ทำให้ได้ไปเห็นชีวิตและความหลากหลายของผู้คน เล่นกีฬาโดยมีฟุตบอลเป็นกีฬาโปรด สนุกกับการวาดสติ๊กเกอร์ และไม่เคยลืมที่จะบรรจุคำว่า เพื่อน ลงไปในช่องว่างของเวลานอกเหนือการงาน
เขายังชอบการท่องเที่ยวที่ทำให้ได้ไปเห็นชีวิตและความหลากหลายของผู้คน เล่นกีฬาโดยมีฟุตบอลเป็นกีฬาโปรด สนุกกับการวาดสติ๊กเกอร์ และไม่เคยลืมที่จะบรรจุคำว่า เพื่อน ลงไปในช่องว่างของเวลานอกเหนือการงาน
ความเป็นมาของการทำงานการเมือง
เมื่อยังเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อนร่วมชั้นเรียนคนหนึ่งของเขาคือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับเพื่อนต่างคณะอีกคนที่มีชื่อว่า ปิยะบุตร แสงกนกกุล เมื่อเพื่อนทั้งสองก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา ด้วยอุดมการณ์ของการนำประเทศไทยกลับคืนสู่ระบอบรัฐสภาที่มีที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง รณวิตใช้เวลาเพียง 10 นาทีในการพูดคุยกับธนาธร และรับปากร่วมงานการเมืองกับอนาคตใหม่ เพื่อการเมืองไทยที่เขาหวังจะได้เห็นอนาคต.
7. พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
เมื่อเลือกอาชีพสื่อหลังเรียนจบปริญญาโทสาขาการเมืองโลกจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ช่อ พรรณิการ์ เชื่อมั่นว่านั่นคืออาชีพหนึ่งที่มีพลังเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ด้วยการนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล ที่ประชาชนควรมีสิทธิ์ได้ร่วมรับรู้ ในฐานะเจ้าของประเทศที่แท้จริง
เธอทำงานด้วยความรักและศรัทธาต่อวิชาชีพนั้นอยู่ 6 ปีเต็ม เป็นหกปีที่สภาวการณ์รอบข้างผกผันหนักหน่วงไปด้วยกระแสการเมืองแบบเก่าที่หวนมาใหม่ เป็นการเมืองที่แทบจะไม่มีประชาชนอยู่ในตัวตั้งของการคำนวณผลได้ผลเสียใดๆ เลย ทั้งความแตกร้าว ทั้งความเหลื่อมล้ำ หลากปัญหาลงลึกเสียจนลำพังการเป็นนักข่าวอาจช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นได้ไม่มากนัก ไม่ว่าจะพยายามทำหน้าที่อย่างซื่อตรงสักเพียงไหนก็ตาม และยิ่งเสรีภาพของการนำเสนอข้อเท็จจริงสู่สังคมและประชาชน กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากขึ้นทุกทีหลังการรัฐประหารครั้ง
ล่าสุดในปี 2557 โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสะเทือนใจที่ได้เห็นสื่อมวลชนจำนวนมากเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองเพื่อหลบเลี่ยงความยุ่งยากที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งกับตัวเองและองค์กร การตัดสินใจลาออกจากอาชีพสื่อของพรรณิการ์อาจสร้างความรู้สึกเสียดายให้กับผู้ที่ติดตามเธออยู่ตลอดมา แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจพูดได้เต็มปากว่า หนทางใหม่สู่สายการเมืองเต็มตัวเช่นนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เกินความคาดหมายสำหรับใครก็ตามที่รู้จัก ช่อ พรรณิการ์ อย่างแท้จริง
ประวัติ
พรรณิการ์เกิดวันที่ 28 มกราคม 2531 (ค.ศ. 1988) ปัจจุบันอายุ 30 ปี เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด
ประวัติการศึกษา
- ปริญญาตรี รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) (2553)
- ปริญญาโท MSc Global Politics, London School of Economics and Political Science ประเทศอังกฤษ (2554)
ประวัติการทำงาน
- สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี (2554 - 2560) ตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออก บรรณาธิการฝ่ายต่างประเทศ
- พิธีกรรายการสารคดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทยและประเทศอาเซียน iASEAN
- พิธีกรรรายการวิเคราะห์ข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ Tonight Thailand
- พิธีกรรรายการวาไรตี้ ที่มีทั้งเรื่องการเมือง สิทธิมนุษยชน แฟชั่น วัฒนธรรม ท่องเที่ยว จากมุมมมองของผู้หญิง Divas Café
- พิธีกรรายการข่าวต่างประเทศ Voice World Wide
- เคยฝึกงานที่กรมเอเชียใต้, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา สังกัดกระทรวงต่างประเทศ
งานอดิเรกและความชอบส่วนตัว
เป็นคนชอบท่องเที่ยวมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นและต้องมาทำงานเป็นสื่อมวลชน จุดหมายการเดินทางส่วนหนึ่งของเธอก็เปลี่ยนเป็นเรื่องของงาน อย่างเช่น การรายงานผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียในปี 2557 การเดินทางไปสหรัฐอเมริกาในปี 2559 เพื่อรายงานข่าวการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 45 และในปีเดียวกันก็ไปสหราชอาณาจักรเพื่อรายงานการลงประชามติ Brexit รวมถึงการไปถ่ายทำรายงานเรื่องผู้ลี้ภัยโรฮิงญาที่คอกซ์บาซาร์ บังกลาเทศ
อาศัยช่วงเวลาที่ว่างจากภารกิจ เสาะแสวงหาผ้าพื้นถิ่นจากทุกที่ที่ไป จนกระทั่งค้นพบว่าที่สุดแล้ว ผ้าที่เธอชอบที่สุดก็คือผ้าไทยและผ้าเชียงตุง นอกจากการเดินทางและสะสมผ้า เธอยังชอบอ่านหนังสือทุกชนิด ตั้งแต่นิยายรักของนักเขียนไทยรุ่นคลาสสิก ทมยันตี ไปจนถึงมหากาพย์แฟนตาซีอย่าง The Lord of the Rings ของ J.R.R. Tolkien
อีกหนึ่งความหลงใหลคือการทำอาหาร แถมยังทำได้หลากหลายเมนูนานาชาติ ที่รู้สึกสนุกเป็นพิเศษคือการทำขนมอบรูปแบบต่างๆ เธอทำแม้แต่โยเกิร์ตกินเอง และถึงจะแทบไม่ได้ทำอะไรแบบนี้อีกแล้วเมื่อทางเดินชีวิตที่เลือกใหม่นี้เรียกร้องเวลาส่วนตัวไปจากเธอแทบหมด 24 ชั่วโมงในหนึ่งวัน แต่เธอก็พร้อมจะแลก ถ้ามันจะทำให้สังคมนี้ดีขึ้น
บทบาทในพรรคอนาคตใหม่
เมื่อทั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล ชวนมาร่วมงานกับพรรคอนาคตใหม่ ไม่มีความลังเลใดๆ สำหรับพรรณิการ์ และน่าจะพูดได้เลยว่า สำหรับคนที่รู้จักและติดตามผลงานกันมานานพอสมควร พรรณิการ์คือโฆษกพรรคอนาคตใหม่ก่อนที่เธอจะได้รับตำแหน่งนี้จริงๆ เมื่อวันประชุมใหญ่ผู้จดจัดตั้งพรรค 27 พฤษภาคม 2561 เสียอีก.
8. ไกลก้อง ไวทยการ นายทะเบียนสมาชิกพรรค
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
ไกลก้องทำงานเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการพัฒนาสังคมมาโดยตลอด เขาคือหนึ่งในผู้ที่ผลักดันเรื่องรัฐเปิดเผย (Open Government) และ การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open data) ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง มีประสบการณ์การทำงานด้านเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเพื่อพัฒนาสังคมมากว่า 20 ปี และเคยร่วมงานกับองค์การนานาชาติหลายหน่วยงาน
เขาเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรม FWP Hackathon ของพรรคอนาคตใหม่ เพื่อให้คนทั่วไปร่วมกันค้นหาข้อมูลสาธารณะเพื่อนำมารวบรวมเปิดเผยให้ประชาชนได้นำไปใช้ประโยชน์ ไกลก้องเชื่อว่าเทคโนโลยีจะทำให้คนมีส่วนร่วมกับการเมืองมากขึ้น การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะจะทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทำงานและตรวจสอบรัฐบาล
จบการศึกษาชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ระหว่างศึกษา ไกลก้องเป็นนักกิจกรรม ดำรงตำแหน่งอุปนายกองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวรปี 2538 และร่วมงานกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ในยุคสุริยะใส กตะศิลา เป็นเลขาธิการ
เขาก่อตั้งเครือข่ายสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคเหนือร่วมกับทาง สนนท. หลังจบการศึกษาได้ร่วมทำงานกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และมีบทบาทในการรณรงค์ให้โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 อันได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย
ประวัติ
ไกลก้องเกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2517 (1974) เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด แต่ย้ายไปอยู่นนทบุรีในภายหลัง
ประวัติการศึกษา
- ปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์ วิชาเอกประว้ติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (2539)
- ปริญญาโทด้านสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2559)
ประวัติการทำงาน
- เลขานุการงานวิจัยแผนพัฒนาเมืองเก่าพิษณุโลก สํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) (2539 – 2540)
- เจ้าหน้าที่ข้อมูล คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) (2540 – 2542)
- ผู้จัดการสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา มูลนิธิเด็ก (2543 – 2548)
- หัวหน้าทีมไอซีที มูลนิธิกองทุนไทย (2549 – 2551)
- รองผู้อํานวยการสถาบันเชนจ์ ฟิวชั่น ภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (2552 – 2558)
- ผู้อํานวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อนวัตกรรมสังคม ภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (2558 – ปัจจุบัน)
ความสำเร็จ
- คณะทำงาน Government Open Data สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
- ผู้จัดการโครงการนวัตกรรมเพื่อลดความเสี่ยงภัยพิบัติร่วมกับองค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ UNDP
- ผู้จัดการโครงการส่งเสริมการเรียนรู้คอมพิวเตอร์สำหรับเยาวชน Youth Spark ร่วมกับ Microsoft
- ผู้จัดการแผนงานไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและสนับสนุนภาคีเครือข่าย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. งานรับผิดชอบ พัฒนาแอพพลิเคชั่น DoctorMe แอพพลิเคชั่นดูแลสุขภาพด้วยตัวเองตัวแรกของไทย และระบบฐานข้อมูลภาคีเครือข่าย สสส.
- ผู้จัดการโครงการเฝ้าระวังโรคระบาดชายแดนด้วย Mobile Technalogy ร่วมกับ Google.org และ Dtac
- อาสาสมัครด้านการจัดการข้อมูลด้านภัยพิบัติในเหตุการณ์อุทกภัยปีพ.ศ. 2553 และ พ.ศ. 2554
- ผู้จัดการโครงการสัมมนาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านไอซีทีเพื่อองค์กรสาธารณประโยชน์ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong ICT Camp)
- ผู้จัดการโครงการพัฒนาศูนย์ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ระดับตําบลในพื้นที่โครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป
- ผู้จัดการโครงการจัดทําฐานข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ประภัยสึนามิ ร่วมกับสํานักงานอัยการสูงสุด และมูลนิธิเอเชีย
- กรรมการคณะทํางานเพื่อพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
งานอดิเรกและความชอบส่วนตัว
หลายคนอาจเรียกว่าเขาเป็น geek ตัวจริงก็ว่าได้ เพราะความหลงใหลในคอมพิวเตอร์ ข้อมูล และความชอบส่วนตัวที่ตรงกับนิยาม geek ต้นฉบับอย่างไม่ผิดเพี้ยน ไกลก้องกล่าวว่า “ผมทำงานเยอะมาก จนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรในเวลาว่าง” แต่เมื่อหาเวลาพักผ่อนได้ ไกลก้องชอบชมภาพยนตร์ไซ-ไฟ เช่น Star Wars และ The Matrix
เขายังชอบชมซีรีย์ของ Netflix เป็นอย่างมาก อาทิ เรื่อง House of Card, Designated Survivor และ Black Mirror ไกลก้องเป็นแฟน Instagram ตัวยง เขาชอบถ่ายและโพสต์ภาพสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เมื่อออกจากหน้าจอคอมพิวเจอร์และจอทีวี ไกลก้องมักจะเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เขามักจะเข้าร่วมงานของกลุ่มผู้สนใจเทคโนโลยี อาทิ Bar Camp และ Hackathon เป็นประจำ
กิจกรรมทางการเมือง
ร่วมเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี พ.ศ. 2540
ทำไมจึงเป็น ‘’อนาคตใหม่’’
หลังเกิดการรัฐประหาร ไกลก้องเริ่มเห็นว่าประเทศไทยถอยหลังไปเป็นสิบปี ทั้งที่ควรก้าวหน้าไปกว่านี้มาก ด้วยความมุ่งมั่นจะทำงานเพื่อให้ประเทศไทยเกิดประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน เขาจึงตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคอนาคตใหม่อย่างไม่ลังเล.
9. นิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เหรัญญิก
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
นิติพัฒน์บอกว่าเขาไม่อาจเรียกตัวเองได้เลยว่าเป็นคอการเมือง และไม่เคยให้ความสนใจเรื่องนี้พิเศษ แต่สิ่งที่เขาเชื่อตลอดมา คือประชาธิปไตย แม้ด้วยตัวของมันเองอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่มันคือรูปแบบของการอยู่ร่วมกันของคนหมู่มากที่ดีกว่าระบอบอื่นๆ และแน่นอนว่านั่นย่อมหมายความถึงเขาไม่เห็นด้วยเลยกับการทำรัฐประหารที่ไม่อาจเป็นเครื่องมือที่ดีได้ในการบริหารและพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะมีข้ออ้างที่ฟังดูดีเลิศอย่างไรก็ตาม
ประวัติ
นิติพัฒน์เกิดวันที่ 1 กันยายน 2521 (ค.ศ. 1978) ปัจจุบันอายุ 40 ปี เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ครอบครัวมีเชื้อสายจีนที่ประกอบธุรกิจการค้า
ประวัติการศึกษา
- ปริญญาตรี ด้านการเงินบริการ BA (Hons) Financial Services, Southampton Business School ปะเทศอังกฤษ (2544)
- ปริญญาโทสาขาวิศวกรรมการเงิน Msc Financial Engineering,Twente University ประเทศเนเธอร์แลนด์ (2549)
ประวัติการทำงาน
- กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอธเลติก โซลูชั่น จำกัด (Athletic Solution Co. Ltd.) (2556 - ปัจจุบัน)
- ที่ปรึกษาการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล (Private Wealth Management, Financial Consultant) บริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน) (2554 - 2556)
- รองกรรมการผู้จัดการ แผนกตราสารหนี้ ธนาคาร เอชเอสบีซี ประเทศไทย (HSBC Thailand) (2550 - 2554)
- จูเนียร์ โปรเฟสชันนัล แอสโซซิเอต พอร์ตโฟลิโอ มาเนจเมนต์ ธนาคารโลก สาขาประเทศไทย (2544 - 2547)
งานอดิเรกและความชอบส่วนตัว
ถ้าจะเอ่ยชื่อใครสักคนในพรรคอนาคตใหม่ที่อยู่ในสายกีฬารายการโหดๆ เช่นเดียวกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ก็คงต้องเป็นนิติพัฒน์ เขาหลงใหลในกีฬาที่ต้องอาศัยความอึดของทั้งกายใจ ไม่ว่าจะเป็นว่ายน้ำระยะไกล อัลตร้ามาราธอน จักรยานระยะไกล ไปจนถึงไตรกีฬาที่ท้าทายและถือว่าหนักสุดตั้งแต่เข้าร่วมรายการแข่งขันมาทั้งหมดคือการแข่งขันอัลตร้าแมน ที่เริ่มด้วยการว่ายน้ำเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร ตามมาด้วยการปั่นจักรยานระยะ 420 กิโลเมตร จบด้วยการวิ่งในระยะ 84 กิโลเมตร ทั้งหมดนี้ต่อเนื่องจนจบรายการในระยะเวลาที่กำหนด 3 วัน การเคยผ่านรายการที่ต้องอาศัยทั้งกำลังกายและกำลังใจเหล่านี้สร้างพลังในความมุ่งมั่นต่อชีวิตให้เขาได้เป็นอย่างมาก ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ นิติพัฒน์คงเข้าร่วมการแข่งขันแนวทดสอบขีดจำกัดแบบนี้อีกอย่างแน่นอน แต่สำหรับตอนนี้ ธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับการนำเข้าอุปกรณ์การกีฬา และโภชนาการนักกีฬาที่ทำอยู่ ก็ตอบความต้องการของตัวเองได้ไม่น้อย
บทบาทในพรรคอนาคตใหม่
จากพื้นฐานการเรียนและการทำงานอันเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการเงิน ทั้งยังเคยร่วมงานกับองค์กรระดับนานาชาติมาหลายแห่ง เช่น ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ธนาคารโลกสาขาประเทศไทย ฯลฯ ด้วยความเชี่ยวชาญด้านนี้ เมื่อนิติพัฒน์เข้ามาทำงานกับพรรค เขาจึงได้รับเลือกให้รับตำแหน่งเหรัญญิกโดยหนึ่งในเป้าหมายหลักก็คือการจัดการเรื่องรายรับและรายจ่ายของพรรคให้โปร่งใส ไม่เฉพาะสมาชิกของพรรคเท่านั้น แม้แต่ประชาชนทั่วไปก็สามารถตรวจสอบได้ ด้วยหลักการที่ว่าอนาคตใหม่คือพรรคการเมืองของมวลชนที่แท้จริง ไม่ได้เป็นพรรคของใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง และด้วยความเชื่อว่าประเทศไทยยังมีความหวัง ยังมองเห็นทางที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เขาจึงมุ่งมั่นที่จะทำงานให้พรรคอนาคตใหม่ต่อไป ไม่ว่าประเทศจะอยู่ในฤดูกาลเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม.
10. สุนทร บุญยอด กรรมการสัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
อาจพูดได้เลยว่า พรรคอนาคตใหม่ เป็นพรรคการเมืองที่มีปีกแรงงานเข้มแข็งไปด้วยประสบการณ์มากที่สุดพรรคหนึ่ง และผู้ที่มีส่วนสร้างความเข้มแข็งนี้ก็คือ สุนทร บุญยอด เจ้าหน้าที่สภาองค์กรลูกจ้าง สภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2548 - ปัจจุบัน) ที่เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจดจัดตั้งพรรค จากผู้นำแรงงานสู่เวทีการเมือง สิ่งที่อยู่ในใจสุนทรมาตลอด คือสังคมที่มีความเสมอภาค เท่าเทียม เป็นสังคมที่ไม่แบ่งแยกผู้คนด้วยชนชั้น
ประวัติส่วนตัว
สุนทรเกิดวันที่ 1 มกราคม 2502 (ค.ศ. 1959) ปัจจุบันอายุ 59 ปี เป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ที่มีลูกๆ 7 คน ผู้ชายสี่และผู้หญิงสาม หลังจบการศึกษาในสายอาชีวะ เขาเริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นช่างประกอบตัวถังรถยนต์ ร่วมงานกับบริษัทเอกชนหลายต่อหลายแห่ง นอกเหนือไปจากการทำงาน สุนทรเริ่มก้าวเข้าสู่ขบวนการของการเคลื่อนไหวฝั่งแรงงาน โดยเข้าร่วมกับสหภาพ และทำงานร่วมกับเครือข่ายสหภาพแรงงานของบริษัทต่างๆ ผลงานที่เด่นชัดที่สุด คือการร่วมผลักดันกฎหมายประกันสังคม รวมทั้งร่วมผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และยังมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในกรณีการถูกเลิกจ้างงานอย่างไม่เป็นธรรมของบรรดาแรงงานแขนงต่างๆ การเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ของแรงงานเหล่านี้ สุนทรทำมาอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาเท่าชีวิตการทำงานเกือบ 40 ปีของเขา
การศึกษา
- ชั้นประถม 7 โรงเรียนบ้านปลักปรือ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี (2513)
- มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี (2516)
- ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) วิทยาลัยเทคนิคยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา (2521)
ประวัติการทำงาน
- บริษัทวีระกลการจำกัด (2521 - 2524)
- บริษัทกรรณสูตเจเนอรัลแอสแซมบลี้ (2524 - 2527)
- บริษัทซัมมิทออโต้พาร์ทแอสแซมบลี้ (2534 - 2534)
กิจกรรมทางการเมือง
- เข้าร่วมในเหตุการณ์ทางการเมืองเดือนพฤษภาคม 2535
- เข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมือง 2549
- เข้าร่วมร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร 2557
กิจกรรมเพื่อสังคม
- เจ้าหน้าที่สหพันธ์แรงงานกระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทย (2527 - 2534)
- เจ้าหน้าที่สหพันธ์แรงงานธนาคารและการเงินแห่งประเทศไทย (2535 - 2547)
- เจ้าหน้าที่สภาองค์กรลูกจ้าง สภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย (2548 - ปัจจุบัน)
- ทำงานจัดตั้งสหภาพแรงงานภาคเอกชน เช่น ธนาคารและองค์กรเอกชนต่างๆ
- วิทยากรด้านกฏหมายแรงงาน
- รับหน้าที่เป็นผู้รับมอบอำนาจนำคดีเข้าสู่การต่อสู้ในศาลแรงงาน
งานอดิเรกและความชอบส่วนตัว
สุนทรชอบใช้เวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ หรือดูภาพยนตร์ โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ อย่างเช่น จีนหรือเกาหลี ส่วนดนตรี เขาชื่นชมนักร้องสาวเสียงพิณ จินตหรา พูนลาภ และหมอลำพิณแคน นอกจากนี้เขายังชอบกีฬาที่ต่อสู้ด้วยไหวพริบและฝีมืออย่างกีฬาชกมวย และยังเลี้ยงไก่ชนอีกด้วย
ทำไมจึงเป็น ''อนาคตใหม่''
สุนทร บุญยอด เริ่มรู้จัก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่ราวช่วงปี 2542 สมัยที่ธนาธรยังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ และมักจะเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและการเมืองบ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งในจำนวนนั้นคือการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ที่กระทรวงแรงงาน หรือแม้แต่ที่หน้าโรงงานแห่งหนึ่งแถวกิ่งแก้ว จากกรณีเลิกจ้างงานกว่า 8,000 ตำแหน่งจนมีการชุมนุมครั้งใหญ่ ผ่านช่วงระยะเวลาที่รู้จักกันมายาวนานเกือบ 20 ปี จากผู้ร่วมแนวทางเรียกร้องความเป็นธรรม วันนี้สุนทรเดินเข้าสู่เส้นทางอุดมการณ์พรรคอนาคตใหม่ ด้วยความมั่นใจในเพื่อนเก่าของเขาที่ชื่อธนาธร.
11. เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กรรมการสัดส่วนภูมิภาค ภาคเหนือ
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ เกิดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2512 เป็นคนเชียงใหม่แต่กำเนิด หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เธอเข้าทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กระทั่งเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เธอจึงย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมที่ จ.เชียงใหม่ และเข้าศึกษาต่อในสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเริ่มงานเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพายัพ ก่อนจะมาสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จนได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาบริหารธุรกิจ จนถึงปัจจุบัน เธอมีผลงานทางวิชาการและงานวิจัยร่วมกับชุมชนจำนวนมาก อาทิ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการลงพื้นที่ให้บริการด้านวิชาการแก่ชุมชนในภาคเหนือมากว่า 15 ปี
กระนั้นก็ตาม เยาวลักษณ์รู้สึกว่าการทำงานวิชาการเพียงด้านเดียว ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเห็นสังคมที่ก้าวไปข้างหน้าได้มากพอ จนเมื่อได้รับข่าวสารเกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่ เธอจึงไม่ลังเลใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองไปพร้อมกันพรรค
การศึกษา
- ปริญญาตรี บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (2535)
- ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2545)
ประวัติการทำงาน
- ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาดหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง จำกัด(มหาชน)
กรุงเทพฯ (2535-2540) - อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ (2545-2547)
- อาจารย์ประจำภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
(2547 - ปัจจุบัน) - วิทยากรด้านการพัฒนาบุคลิกภาพและจิตวิทยาอุตสาหกรรม
ผลงานวิชาการ
- งานวิจัย “ รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านสันทรายหลวง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่” (ทุนวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สกว. 2556)
- งานวิจัย “แนวทางการดูแลและเสริมสร้างสุขภาวะกลุ่มผู้สูงอายุบ้านสันทรายหลวง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่” (ทุนวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สกว. 2554)
- งานวิจัย “การศึกษาความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานระดับปฏิบัติการ” (คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 2552)
- งานวิจัย “ค่านิยมในการทำงานของพนักงานชาวไทยและชาวต่างชาติ” (คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 2552)
งานอดิเรกและความชอบส่วนตัว
ในช่วงเวลาว่าง เยาวลักษณ์ชื่นชอบการดื่มชาและการจัดดอกไม้ เธอยังสนใจงานออกแบบ ศิลปะ และดนตรี เยาวลักษณ์เชื่อว่าสังคมที่จะเติบโตไปข้างหน้าได้ ควรเริ่มต้นจากการพัฒนาจิตใจของผู้คนให้มีความอ่อนโยนต่อกัน เมื่อมีเวลาว่างเธอมักอ่านงานเขียนแนวปรัชญาและจิตวิทยาเพื่อนำมาวิเคราะห์ผู้คนรวมทั้งนำมาฝึกปฏิบัติกับตนเอง
ทำไมจึงเป็น "อนาคตใหม่"
เยาวลักษณ์มองว่าการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวและอยู่ในชีวิตของทุกคน จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม เธอมุ่งขับเคลื่อนให้คนในสังคมหันมาสนใจการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับปัจเจกบุคคล เยาวลักษณ์เห็นว่าผู้คนควรลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม และออกแบบอนาคตที่ดีกว่าเพื่อตัวเองและลูกหลาน ที่สำคัญเธอเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ และเท่าเทียม.
12. สุรชัย ศรีสารคาม กรรมการสัดส่วนภูมิภาค ภาคกลาง
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
สุรชัย ศรีสารคาม เกิดที่จังหวัดอุดรธานี ในครอบครัวข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ปัจจุบันเกษียณแล้ว และอยากจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทำงานให้บ้านเมืองอย่างเต็มที่ สุรชัยจบจากโณงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และเตรียมอุดมศึกษา ศึกษาต่อที่คณะนิติศาสตร์ สอบเป็นปลัดอำเภอได้ที่ปี พ.ศ.2522 และไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ ทางด้านบริหารรัฐกิจ และทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการพัฒนางานทะเบียนโดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์
ต่อมาจึงได้เสนอโครงการนี้โดยใช้เลขประจำตัวประชาชนที่จะสามารถแก้ไขปัญหาทางด้านสังคมต่างๆ ได้ เมื่อได้รับการอนุมัติโครงการ จึงได้เริ่มต้นทำงานและพัฒนามาเรื่อยๆ ทุ่มเทกับโครงการนี้มาหลายปีแม้จะมีอุปสรรคต่างๆ นานา หลังจากนั้นไปเป็นปลัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดอีกหลายจังหวัด จนมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ได้พัฒนาตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตของประชาชนอีกหลายตัว ขยายผลมาจากการเก็บข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเดียวไม่เพียงพอ จะต้องพัฒนาอุดมการณ์ความคิดของประชาชนในการส่งเสริมค่านิยมที่ดีของสังคมด้วย ต่อมาได้เข้าไปเป็นปลัดกระทรวงไอซีทีและมีโครงการพัฒนาต่างๆ เช่นโครงการ Smart Thailand แต่ คสช. ก็เข้ามายึดอำนาจเสียก่อนจึงไม่ทันที่จะดำเนินการให้สำเร็จ
“เมื่อเข้าร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ เหมือนจุดประกายความหวังของคนที่จะตายแล้ว ชุบชีวิตให้กลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง จากนี้ไปคือจะทำงานเพื่อให้สังคมไทยดีขึ้นให้ได้ด้วยจิตวิญญาณ”
ประวัติ
สุรชัยเกิดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2498 (1955) ปัจจุบันอายุ 63 ปี
ประวัติการศึกษา
- นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง (2520)
- Master of Public Administration (MPA) Roosevelt University สหรัฐอเมริกา (2523)
- Doctor of Public Administration (DPA) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พ.ศ. 2548
ความคิดเห็นทางการเมือง
ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ, สนับสนุนประชาธิปไตย, ต่อต้านคนโกง, มุ่งประโยชน์ประชาชน
เหตุการณ์สำคัญ กิจกรรมทางสังคม
- นายกสมาคมเครือข่าย ไอ ซี ที เพื่อการพัฒนาสังคม
- ผู้อำนวยการ ธัมมชยโพธิสถาณ
- ผู้คิดค้นและเริ่มจัดทำระบบเลขประจำตัวประชาชน13หลัก
- ผู้ออกแบบและจัดทำระบบการทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติของประเทศไทย
- ผู้ออกแบบและจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดของประเทศไทย
- ได้รับรางวัล The Computer World Smithsonian Award 1990
- อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอ
- อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงมหาดไทย
- อดีตปลัดกระทรวง ไอ ซี ที
ผลงานทางด้านวิชาการ
- ดุษฎีนิพนธ์ เรื่อง การบริหารรัฐกิจยุคใหม่:ศึกษาการพัฒนาระบบการทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติของประเทศไทย
- ประเทศไทย 5.0:Smart Country Technology (SCT)
ชีวิตส่วนตัว
เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่ปรึกษาและอาจารย์พิเศษด้านการบริหารและ ICT รวมทั้งเป็ธรรมวิทยากร
งานอดิเรก
ในเวลาว่างสุรชัยชื่นชอบกีฬากอล์ฟ และการเขียนบทความทางวิชาการผ่านโซเชียลมีเดีย เขามักจะติดต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ.
13. เจนวิทย์ ไกรสินธุ์ กรรมการสัดส่วนภูมิภาค ภาคใต้
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
เจนวิทย์ ไกรสิน อายุ 49 ปี เกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2512 เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช บิดาเป็นครูประชาบาล มารดาเป็นชาวสวน เจนวิทย์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาเริ่มทำกิจกรรมเพื่อสังคมผ่าน มูลนิธิพัฒนาและส่งเสริมเยาวชนคนหนุ่มสาว ที่เขาเองเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง
เจนวิทย์หันมาสนใจการเมือง เมื่อพี่ชายของเขาซึ่งเข้าร่วมเป็นแกนนำนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงในช่วงพฤษภา 35 ได้เล่าประสบการณ์การเคลื่อนไหวและสถานการณ์ทางการเมืองให้ฟังเมื่อเดินทางกลับมาบ้านเกิด ต่อมาพี่ชายของเขาตัดสินใจลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา เจนวิทย์ได้เข้าทำงานเป็นผู้ปฏิบัติงานให้กับทีมหาเสียงสมาชิกวุฒิสภา ในการเลืกอตั้งสมาชิกวุฒิสภาปี 2551 เมื่อพี่ชายได้รับการเลือกตั้ง เจนวิทย์จึงได้เข้ามาช่วยงานในฐานะผู้ปฏิบัติงาน แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในรัฐสภา เพราะเกิดการรัฐประหาร 2549 ขึ้นเสียก่อน
ประวัติส่วนตัว
เจนวิทย์เกิดและเติบโตที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ภรรยารับราขการครู มีลูกสองคน ลูกชายกำลังศึกษาอยู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่วนลูกสาวคนโตพิการทางสมองตั้งแต่เด็ก มีส่วนทำให้เจนวิทย์สนใจและมุ่งผลักดันสวัสดิการรัฐและการเข้าถึงทรัพยากรของผู้พิการในสังคมไทยให้ได้มีโอกาสเท่าเทียมกับทุกคนในสังคม รวมทั้งการทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนด้วย
การศึกษา
- ปริญญาโทรัฐศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- ปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ โรงเรียนประจำจังหวัด
ประวัติการทำงาน
- ทำธุรกิจสวนยางพารา
- ประธานมูลนิธิพัฒนาและส่งเสริมเยาวชนคนหนุ่มสาว จนถึงปัจจุบัน
- ประธานเครือข่ายคนรักถิ่น จ.นครศรีธรรมราช จนถึงปัจจุบัน
- ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาและส่งเสริมเยาวชนคนหนุ่มสาว (2547)
- ผู้ปฏิบัติงานให้กับสมาชิกสมาชิกวุฒิสภา จ.นครศรีธรรมราช ระหว่างปี (2551 - 2557)
ความสำเร็จ
- รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ (2548)
งานอดิเรกและความชอบส่วนตัว
เมื่อมีเวลาว่างเจนวิทย์ชอบออกกำลังกาย เขาปั่นจักรยานสัปดาห์ละ 3-5 วัน วันละราวๆ 10 กิโลเมตร อาหารโปรดคืออาหารใต้และแกงเผ็ดทุกประเภท เช่น แกงส้มปลากด แกงส้มปลาดุกนา
กิจกรรมทางการเมือง
ประกาศตัวเตรียมลงสมัครตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ต้องถอนตัวก่อน เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองปี 2557
ทำไมจึงเป็น "อนาคตใหม่"
เจนวิทย์ตัดสินใจตั้งมูลนิธิพัฒนาและส่งเสริมเยาวชนคนหนุ่มสาว เมื่อปี 2547 เพื่อเป็นการหาพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเยาวชนได้ใช้เวลาว่างอย่างมีประโยชน์ จัดกิจกรรมค่ายอาสาเพื่อให้เด็กและเยาวชนห่างไกลจากยาเสพติด รวมทั้งสร้างกระบวนการเรียนรู้หลักประชาธิปไตยให้เยาวชนคนหนุ่มสาวด้วย แต่กรอบการทำงานของมูลนิธิค่อนข้างแคบ เขาจึงเริ่มสนใจงานการเมือง เพราะเห็นว่าสามารถส่งเสริมการทำงานได้มากกว่าการทำมูลนิธิอย่างเดียว เจนวิทย์จึงตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคอนาคตใหม่ เพราะสนใจแนวทาง อุดมการณ์การทำงานของพรรค และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม.
14. ชัน ภักดีศรี กรรมการสัดส่วนภูมิภาค ภาคอีสาน
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
ชันมาจากครอบครัวชาวนาภาคอีสาน เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความยากลำบาก ความขาดแคลนการเข้าถึงโอกาสของผู้คนอีกมากมายในประเทศไทย เพราะเขาเองก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น
เมื่อครั้งเรียนจบชั้นประถมศึกษาเขาเกือบไม่ได้รับโอกาสในการศึกษาต่อ ครอบครัวขาดทุนทรัพย์และโอกาส ต้องอาศัยทุนการศึกษา และคงพูดได้เลยว่าเติบโตมากับความช่วยเหลือของกลุ่มครูนักพัฒนาและมูลนิธิดวงประทีป จนกระทั่งได้เรียนวิศวกรรมศาสตร์ เครื่องกล อย่างที่อยากเรียน แต่เมื่อเรียนจบ อาชีพวิศวกรกลับไม่ใช่คำตอบของชีวิต
เขาเลือกที่จะตอบโจทย์ตัวเอง ด้วยการกลับสู่ชนบททำงานด้านการพัฒนาในพื้นที่ ร่วมกับองค์กรและหน่วยงานต่างๆ อย่างเช่นเป็นผู้ช่วยผู้ปฏิบัติงานพื้นที่สนับสนุนทุนการศึกษาเด็ก ทุนภาคอีสานเหนือ เป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ชาวนามหาชนจำกัด ฯลฯ ด้วยความหวังว่าชีวิตของผู้คนรวมทั้งคนรุ่นต่อๆ ไปจะดีขึ้น ดีกว่าสิ่งที่เขาพบเจอมาตั้งแต่เกิด ชันเชื่อมั่นว่าการเข้ามาทำงานการเมืองในพรรคอนาคตใหม่ จะทำให้ความหวังของเขาเป็นจริงและจับต้องได้
ประวัติ
ชันเกิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2519 (ค.ศ. 1976) ที่จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันอายุ 42 ปี
การศึกษา
- ประถมศึกษา โรงเรียนบ้านท่าเสี้ยว (2526 - 2532)
- มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม (2533 - 2535)
- มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนน้ำพองศึกษา (2525 - 2538)
- ปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ (เครื่องกล) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (2540 - 2543)
ประวัติการทำงาน
- ผู้ช่วยปฏิบัติงานพื้นที่สนับสนุนทุนการศึกษาเด็ก ทุนภาคอีสานเหนือของกลุ่มพัฒนาการศึกษาภูเวียง (2533 - 2538)
- ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรชาวนามหาชนจำกัด (2547 - 2548)
- เลขานุการขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานตอนกลาง (2554 - 2556)
- เลขานุการและคณะทำงานยุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชนแก้ไขปัญหาที่ดิน (2555 - 2559)
- คณะยุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานตอนกลาง (2559 – 2560)
- ที่ปรึกษาคณะบริหาร อบต.ทุ่งชมพู (2561)
- สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ “กลุ่มรักษ์ภูเวียง” (2533 - ปัจจุบัน)
- สมาชิกกลุ่มสร้างสรรค์ชิวิตและสังคมอีสาน (กสส.) (2548 - ปัจจุบัน)
- แกนนำจัดตั้งและที่ปรึกษาสภาองค์กรชุมชนตำบลทุ่งชมพู (2551 - ปัจจุบัน)
- เลขาฯ และคณะยุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดขอนแก่น (พ.ศ.2559 – ปัจจุบัน)
งานอดิเรกและความชอบส่วนตัว
เมื่อว่างจากการทำงาน ชันเลือกที่จะอ่านหนังสือ ทั้งเพื่อการพักผ่อน และอ่านเพื่อค้นคว้าข้อมูล ประเภทหนังสือที่เขาชอบเป็นพิเศษ คือหนังสือแนวทฤษฎีการเมือง หนังสือเกี่ยวกับสังคม ประวัติศาสตร์ และถ้าพูดถึงดนตรี เขาเลือกฟังเพลงเพื่อชีวิต เพลงลูกทุ่ง มี สีเผือก คนด่านเกวียนเป็นศิลปินคนโปรด ส่วนภาพยนตร์ ชันนิยมหนังแอ็กชั่นดราม่าที่มีนักแสดงนำเป็นดาราอเมริกันผู้โด่งดังมาตั้งแต่กลางยุค 70s ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน
บทบาทในพรรคอนาคตใหม่
ชันเป็นกรรมการสัดส่วนภูมิภาคของภาคอีสาน การทำงานด้านพัฒนาชุมชนมาอย่างต่อเนื่องยาวนานทำให้เขามีความเข้าใจต่อความต้องการและธรรมชาติของผู้คนในภาคของตัวเอง งานที่เขาขับเคลื่อนอยู่ทุกวันนี้คือการเชื่อมต่อของคนรุ่นก่อนกับคนรุ่นปัจจุบัน การประสานความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ ให้อยู่ร่วมกันได้ด้วยความเชื่อมั่นว่าความเหลื่อมล้ำในทุกมิติจะต้องลดลง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องเท่าเทียม.
15. จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ กรรมการสัดส่วนเลือกตั้งโดยตรงจากที่ประชุมใหญ่
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
ด้วยความที่เป็นทายาทนักการเมือง จารุวรรณจึงมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศการเมืองตั้งแต่อายุเพียง 20 ต้นๆ จากโลกของการเป็นนักศึกษาสาขาการตลาดของมหาวิทยาลัยเอกชน เธอดร็อปเรียนไปเป็นเวลาถึง 1 ปีครึ่ง เข้าสู่โลกใหม่ ย้ายตัวเองไปอยู่อุตรดิตถ์ จริงจังกับงานที่ได้รับมอบหมายให้เข้าไปรับรู้ รับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ชีวิตของผู้คนจริงๆ ที่ต้องต่อสู้สารพันปัญหาเพื่อความอยู่รอด นั่นทำให้เธอเกิดความเข้าใจและเริ่มตั้งคำถาม ว่าเพียงความอยู่รอดเท่านั้นหรือที่ควรถือว่าเป็นคำตอบของคนไทย จริงๆ แล้วประชาชนทุกคนควรมีชีวิตอยู่ได้อย่างเต็มศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่างหาก
ประวัติ
จารุวรรณเกิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2524 (ค.ศ. 1981) ปัจจุบันอายุ 36 ปี เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด และเป็นคุณแม่ของลูกสาว 2 คน
ประวัติการศึกษา
จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการตลาด จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ประวัติการทำงาน
- รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิเอเชีย จำกัด
- ประธานบริหาร บริษัท กันฉะ แฮบปี้ดริ้งค์ จำกัด
- ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตเลือกตั้ง เขต 2 จังหวัด อุตรดิตถ์
- ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษา การตลาด และเป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์
จารุวรรณเป็นนักธุรกิจภาคเอกชน ผู้บริหารองค์กร sme ขนาดใหญ่ เป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ ตัวแทนกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ เป็นตัวแทนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและค้าขายกับต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการตลาด มีความเข้าใจปัญหาโดยเฉพาะธุรกิจ sme ให้คำปรึกษาได้ดีในด้านการผลิต การตลาด หรือการพัฒนาสินค้าไปสู่นวัตกรรม สินค้าเกษตร การท่องเที่ยว ที่จะพัฒนาชีวิต กระจายรายได้สู่ภูมิภาค เน้นโครงการที่ทำได้จริง เธอยังเป็นเลขาธิการ YEC (Young Entrepreneur) หรือ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กรุงเทพฯ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
ประสบการณ์ด้านการเมือง
- ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตเลือกตั้ง เขต 2 จังหวัด อุตรดิตถ์
งานอดิเรกและความชอบส่วนตัว
หากมีเวลามากพอ ดนตรีและการออกเดินทางเป็นสิ่งที่ทำให้ผ่อนคลายได้เสมอ
ทำไมจึงเป็น ‘’อนาคตใหม่’’
“จริงๆ แล้วเคยพบคุณธนาธรมาก่อนในแวดวงธุรกิจ พอกลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากที่เขาตัดสินใจเข้ามาสู่การเมืองแล้ว ก็เลยตั้งคำถามกับเขาว่า ถ้าไม่ชนะเลือกตั้งจะทำอย่างไร คุณธนาธรตอบว่า ก็จะทำการเมืองต่อ เพราะสิ่งที่ต้องการไม่ใช่การเอาชนะ แต่อยากให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางสร้างสรรค์ และดีกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยคำตอบนี้ทันทีที่คุณธนาธรบอกว่าอยากให้มีผู้หญิงเข้ามาร่วมงานกับอนาคตใหม่มากขึ้น วรรณเลยขออาสาเข้ามาด้วยตัวเอง”.
16. นิรามาน สุไลมาน กรรมการสัดส่วนเลือกตั้งโดยตรงจากที่ประชุมใหญ่
พรรคอนาคตใหม่ : Future Forward Party
นิรามานเริ่มขับเคลื่อนและทำกิจกรรมเพื่อสังคมครั้งแรก เมื่อมีการขึ้นค่าโดยสารรถประจำทาง ต่อมาพอได้เป็นทนายความ จึงได้มองเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยยังมีหลายสิ่งที่ไม่เป็นธรรม การเคลื่อนไหวต่อจากนั้นจึงเป็นไปเพื่อต่อสู้ ปกป้องสิทธิมนุษยชน ล่าสุดยังคงต่อสู้ในเรื่องการทำมหาวิทยาลัยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และยังมีความตั้งใจที่อยากจะเห็นการปฏิรูประบอบราชการทุกระบบให้ปลอดคอร์รัปชั่น สร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน ปฏิรูปการศึกษาให้ทั่วถึง ผลงานที่ผ่านมาก็อย่างเช่น การคลี่คลายสถานการณ์การประท้วงของพี่น้องประชาชนมุสลิมเรือนหมื่น ณ มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี ในปี 2550
ประวัติ
นิรามานเกิดวันที่ 7 มกราคม 2504 (1961) ปัจจุบันอายุ 57 ปี
ประวัติการศึกษา
- นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2530
- Master of Comparative Laws (M.C.L.) 1998 ประเทศมาเลเซีย
ประวัติการทำงาน
- ทนายความประจำ สนง.สัก กอแสงเรือง
- เลขาธิการ ทนายความฝึกอบรมรุ่นที่ 5 แห่งสภาทนายความ
- หัวหน้าสำนักงานกฎหมายปัตตานีลีกัลค็อนซัลต์
- อาจารย์พิเศษวิชากฎหมาย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, วิทยาลัยอิสลามยะลา, วิทยาลัยยุวชิตพาณิชย์การ ปัตตานี
- กรรมาธิการศึกษาและตรวจสอบปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยุค สนช.
ความคิดเห็นทางการเมือง ความสนใจ และประวัติการทำงานการเมือง
นิรามานต้องการเห็นการปกครองที่ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย ที่เคารพสิทธิ์ของประชาชนอย่างแท้จริง และปราศจากอำนาจครอบงำใดๆ เพื่อนำพาชาติก้าวเดินไปได้อย่างเป็นอิสระและก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ.
ขอบคุณ สำหรับภาพและข้อมูล
จาก https://futureforwardparty.org/about-fwp/our-team
















No comments:
Post a Comment